หลักการและวัตถุประสงค์ของการจัดทำ IEP

Submitted by กรรณิการ์ on Thu, 02/20/2020 - 14:22

หลักการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

กฎหมายการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ (Individual with Disabilities Education Act: IDEA) ดังกล่าวเบื้องต้น ระบุให้จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อการพัฒนาเด็กพิการทุกคน โดยแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะต้องได้รับการปรับให้ตอบสนองความต้องการพิเศษของผู้เรียนเป็นรายบุคคลตามกระบวนการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ในกฎหมายฉบับดังกล่าวยังระบุถึงหลักการเบื้องต้นตามกฎหมายในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ 6 ประการ (Heward, 2006) ได้แก่
          1. เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา (Zero reject) เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ทุกคน รวมถึงคนพิการต้องได้รับการประเมินค้นหาอย่างเป็นระบบ การคัดกรอง และประเมินตั้งแต่แรกเกิด หลักการนี้เป็นการประกันความเท่าเทียมทางการศึกษารวมไปถึงคนพิการด้วย ผู้เรียนทุกคนจะได้รับบริการที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ตามความต้องการจำเป็นพิเศษ
          2. การไม่เลือกปฏิบัติในการตรวจวัดและประเมิน (Nondiscriminatory identification and evaluation) โดยนักเรียนจะต้องได้รับการประเมินต่างๆ โดยปราศจากอคติและ นักการศึกษาจะต้องใช้กระบวนการและเครื่องมือที่หลากหลายในการประเมิน ซึ่งจะทำให้สามารถประเมินเด็กได้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงมากที่สุด

          3. การให้บริการทางการศึกษาแบบให้เปล่าที่เหมาะสม (Free Appropriate Public Education: FAPE) โดยเด็กพิการทุกคนจะต้องมีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ที่สนองตอบต่อความต้องการจำเป็น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีเอกสารต่าง ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่สามารถตรวจสอบกระบวนการจัดการศึกษาของครูได้ด้วย
          4. การจัดการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด (Least Restrictive Environment: LRE) ผู้เรียนพิการควรได้รับการจัดการศึกษาในห้องเรียนรวมกับเด็กทั่วไปโดยสถานศึกษา จะต้องจัดวางและมีบริการการช่วยเหลือที่เป็นทางเลือกให้กับผู้เรียน ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ รวมทั้งทักษะสังคม และเรียนรู้ในสถานการณ์จริงที่สอดคล้องกับวัยวุฒิ เป็นการให้เด็กได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตในสถานการณ์จริง อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั่วไปที่จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย
          5. การพิทักษ์สิทธิในการรับบริการ (Procedural Due Process) เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบกระบวนการขั้นตอน การจัดวาง และสามารถที่จะตรวจสอบ รวมถึงพิทักษ์สิทธิของคนพิการ ระบบ ดังกล่าว เป็นการรับผิดชอบร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครอง
          6. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและคนพิการ (Parental and Student Participation) เป็นการให้ผู้ปกครองและผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินการในการรับบริการการศึกษาพิเศษ และการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับพวกเขากฎหมายดังกล่าวให้ความสำคัญกับคนพิการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและคนพิการในการจัดการศึกษา และได้มีการกล่าวถึงแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็น
เครื่องมือที่จะนำไปสู่การได้รับสิทธิต่าง ๆ โดยคำนึงถึงความต้องการพิเศษของคนพิการแต่ละคนเป็นหลัก 

นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาได้ให้หลักการของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลไว้ ดังต่อไปนี้

ซีเกล กล่าวถึงหลักการในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลว่ามีหลักการดังต่อไปนี้ (Siegel : 2002)
          1. ผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน
          2. เมื่อเด็กได้รับสิทธิในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ผู้ปกครองจะต้องเข้า ร่วมประชุมจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยเน้นที่การจัดการศึกษาพิเศษว่าเป็นอย่างไร และจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร
          3. ผู้ปกครองและสถานศึกษาจะต้องลงความเห็นและลงนามร่วมกันในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
          4. ถ้าผู้ปกครองต้องการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในการจัดการศึกษาต้องมีการนัดประชุมหารือและลงความเห็น
          5. ผู้ปกครองสามารถร้องขอให้มีการนัดประชุมได้ตลอดหากพบปัญหาที่เกี่ยวกับ พัฒนาการของเด็กปัญหาในห้องเรียนหรือบริการต่างๆ
          6. สถานศึกษาที่ให้บริการต้องดำเนินการจัดหาบริการหรือสื่อเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา

ศรียา นิยมธรรม (2546) กล่าวถึง แนวคิดในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล มีหลักการเบื้องต้น คือ
          1..ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับบริการทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนทั่วไป เมื่อรัฐจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนทั่วไปแล้ว ก็ควรจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษด้วย หากนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษไม่สามารถเรียนในโปรแกรมการศึกษาที่รัฐจัดให้นักเรียนทั่วไปได้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะจัดการศึกษาให้สนองต่อความต้องการของนักเรียนดังกล่าว
          2..นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษควรได้รับการศึกษาควบคู่ไปกับการบำบัด การฟื้นฟู
สมรรถภาพทุกด้านโดยเร็วที่สุด ในทันทีที่ทราบว่านักเรียนมีความต้องการพิเศษ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมนักเรียนให้พร้อมที่จะเรียนต่อไป และมีพัฒนาการทุกด้านถึงขีดสูงสุด
          3..การจัดการศึกษาพิเศษควรคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันกับสังคมทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพการเรียน
การสอนนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจึงควรให้เรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไปให้มากที่สุด
          4..การจัดการศึกษาพิเศษ ต้องปรับให้เหมาะกับสภาพความเสียเปรียบของนักเรียนที่มีความต้องการ
จำเป็นพิเศษแต่ละประเภท
          5. การศึกษาพิเศษและฟื้นฟูบำบัดทุกด้าน ควรจัดเป็นโปรแกรมให้เป็นรายบุคคลในการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนบางอย่างอาจจัดเป็นกลุ่มเล็กสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง หรือมีความต้องการคล้ายคลึงกัน และอยู่ในระดับความสามารถใกล้เคียงกัน
          6..การจัดโปรแกรมการสอนนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษควรเน้นที่ความสามารถของ
นักเรียน และให้นักเรียนได้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าที่จะคำนึงถึงความพิการ หรือความบกพร่อง เพื่อให้นักเรียนมีความมั่นใจว่า แม้ตนจะมีความบกพร่อง แต่ก็ยังมีความสามารถ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น
          7..การศึกษาพิเศษควรมุ่งให้นักเรียนมีความเข้าใจ ยอมรับตนเอง มีความเชื่อมั่นช่วยตนเองได้ 
ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

สุทธิพร วิจิตรพันธุ์ (2549) กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่จัดทำ
ให้กับเด็กพิการนั้น มีลักษณะดังต่อไปนี้
          1. เด็กพิการแต่ละคนมีแผนการจัดการศึกษาที่ไม่เหมือนกัน และอาจจะเปลี่ยนแปลงได้
          2. การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลนั้นจะมีเป้าหมายรายปี โดยกำหนดจุดประสงค์ ระยะยาวและจุดประสงค์ระยะสั้น
          3. ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะเชื่อมโยงการบริการที่เกี่ยวข้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ ของเด็กพิการแต่ละคน เช่น การบริการทางด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ การบริการทางการศึกษา
          4. ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะต้องมีวิธีการประเมินผลประจำปีเพื่อพิจารณาความก้าวหน้า
          5. ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะต้องระบุระดับความสามารถทางการศึกษาและพฤติกรรมของเด็ก โดยการประเมินผลทุก ๆ ด้าน
          6. มีการแสดงกำหนดเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดการให้บริการ
          7. แสดงเกณฑ์ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการประเมินผลอย่างเหมาะสมตามแผน

          8. แผนการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นเอกสารที่พิสูจน์การยินยอมของโรงเรียนในการจัดการศึกษาให้กับเด็กพิการ
          9. เป็นเครื่องมือสื่อสารในการกำหนดการจัดการศึกษาพิเศษให้กับเด็ก โดยเป็นที่ยอมรับของ
ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ประคอง ผลพิชญานันท์ (2552) กล่าวว่า แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล คือ การจัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยยึดหลักที่ว่านักเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด การจัดการศึกษาต้องมุ่งเน้นส่งเสริมให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ การจัดการเรียนรู้จะต้องจัดเนื้อหา สาระ และกิจกรรม ให้สอดคล้องกับความถนัดความสนใจของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ มีหลักการในการจัดทำ ดังต่อไปนี้
          1. ต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
          2.ต้องกำหนดกระบวนการพัฒนาความสามารถของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
ให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นแต่ละคน
          3. มุ่งพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษอย่างเต็มศักยภาพทุกด้าน
          4. บุคคลทุกฝุายที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน
          5. ต้องดำเนินการจัดทำตามกระบวนการอย่างครบถ้วนตามลำดับ ตั้งแต่การสำรวจ ศึกษาข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินและคัดแยก ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การวางแผนและจัดทำ แผนการเตรียมความพร้อม และการประเมินผล
          6. ดำเนินการด้านการจัดกระบวนการเรียนการสอน การจัดประสบการณ์เรียนรู้ การจัดกิจกรรมและการประเมินผลให้เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ตลอดจนมีการตรวจสอบได้

ดังนั้นหลักการของการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่าง ๆ ที่คำนึงถึงสิทธิของคนพิการ ต้องมีการประเมิน และวางแผนการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของคนพิการแต่ละคน ภายใต้ความร่วมมือของครู นักการศึกษา คณะสหวิชาชีพ ผู้ปกครองและคนพิการเอง เพื่อให้คนพิการได้รับการพัฒนาอย่างเป็นกระบวนการ สามารถตรวจสอบ ปรับเปลี่ยน และประเมินผลโดยคำนึงถึงศักยภาพที่แท้จริงของคนพิการเป็นหลัก

วัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
          1. เพื่อให้คนพิการได้รับการจัดการศึกษาให้สอดคล้องความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะ
          2. เพื่อใช้เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้การตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนและพัฒนาการของผู้เรียน
          3. เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และคณะสหวิชาชีพ มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนแต่ละคนได้รับพัฒนาเต็มศักยภาพ
          4. เพื่อให้สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดบริการทางการศึกษา ตลอดจนจัดหา สิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการพิเศษของผู้เรียน