ภาษามือ (Manual Language หรือ Sign Language)
ภาษามือ คือ ภาษาสำหรับคนหูหนวก (บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน) ใช้มือ สีหน้ากิริยาท่าทางประกอบในการสื่อความหมายและถ่ายทอดอารมณ์ แทนการพูด ด้วยเหตุที่คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงพูดเหมือนคนปกติ จึงไม่สามารถพูดได้ แต่สายตาของเขาปกติมองเห็นกิริยาอาการท่าทางต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวไปมาได้ ภาพต่างๆที่แลเห็นนั้นเป็นสื่อที่ทำให้คนหูหนวกเรียนรู้ความหมายแม้จะเข้าใจได้ไม่มากหรืออาจจะเข้าใจได้ไม่ลึกซึ้งนัก แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลผลักดันให้คนหูหนวกพยายามใช้ ท่าทางร่างกาย และสีหน้าเพื่อแสดงความรู้สึกภายในของเขาที่มีอยู่ให้คนอื่นเข้าใจความต้องการของเขาได้บ้าง ท่าทางที่แสดงนั้นเราจะสังเกตได้ว่าเป็นท่าทางที่เลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด และจากท่าทางธรรมชาตินั้นเอง ได้มีการพัฒนาขึ้นโดยการใช้มือทำท่าทางต่าง ๆเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดเป็นท่าทางใช้แทนความหมายในค่าพูดของคนปกติได้เราเรียกภาษาท่าทางที่ได้รับการพัฒนานั้นว่า “ภาษามือ ” ภาษามือไทย เป็นภาษาที่นักการศึกษาทางด้านการศึกษาของคนหูหนวกตกลง และยอมรับแล้วว่า เป็นภาษาหนึ่งสำหรับใช้ติดต่อสื่อสาร ระหว่างคนหูหนวกกับคนหูหนวก และคนหูดีกับคนหูหนวก คนหูตึงกับคนหูหนวก ด้วยกันได้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ประกาศให้ “ภาษามือไทย” เป็นภาษาประจําชาติของคนหูหนวก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2542 และออกประกาศให้ “ภาษาไทย (มือ)”เป็นวิชาบังคับสำหรับโรงเรียนสอนคนหูหนวกตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นวิชาเลือกในหมวดวิชาต่างประเทศสำหรับโรงเรียนทั่วไปในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ภาษามือของแต่ละชาติมีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับภาษาพูด ซึ่งจะแตกต่างกันตามขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และลักษณะภูมิศาสตร์ ของแต่ละชาติ อย่างไรก็ตาม คนหูหนวกที่อยู่ในประเทศเดียวกันก็อาจมีภาษามือท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคเช่นเดียวกับภาษาพูดที่เป็นภาษาถิ่นประจําภาคภาษามือของแต่ละชาติมีค่าศัพท์และไวยากรณ์ หรือกฎระเบียบการเรียงค่าและคุณสมบัติอื่นๆ แตกต่างกัน ภาษามือจึงเกิดขึ้นจากวิธีการ ดังนี้
1. ค่าศัพท์ภาษามือส่วนใหญ่กำหนดโดยบุคคล หรือชุมชนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้โดยง่ายและกว้างขวางเพื่อนําไปใช้ในชีวิตประจําวัน เช่น การประกอบอาชีพช่างก่อสร้าง ก็มีค่าว่า สี, ทาสี, อิฐ, ปูน ฯลฯ แต่ศัพท์ภาษามือส่วนหนึ่งเป็นการใช้ภาษาร่างกายหรือการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ของร่าง กาย ตามธรรมชาติ ซึ่งคนทั่วไปที่มีการได้ยินปกติ อาจเข้าใจความหมายได้
2. จากนักวิจัยภาษามือ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทำหน้าที่รวบรวมค่าภาษามือจากบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินทั่วประเทศ แล้วนําค่าที่ได้มาพิจารณาว่าใช้ต่างกันหรือเหมือนกัน ท่ามือเหล่านี้ต้องไม่ขัดต่อประเพณี วัฒนธรรมของชาติ การวิจัยจําเป็นต้องมีคนปกติ และบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่มีความรู้เรื่องภาษามือ และภาษาไทยเป็นอย่างดี เป็นผู้ช่วยเหลือ
3. จากครูโรงเรียนสอนบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เนื่องจากบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินต้องศึกษา ครูต้องทำหน้าที่เป็นผู้สอน ต้องอยู่ใกล้ชิดนักเรียน การได้สนทนาให้ค่าปรึกษาระหว่างครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ทำให้ครูเข้าใจภาษาท่าทางของนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน และนํามาใช้ในการเรียนการสอนจนเกิดความช่านาญ คิดค้นและกำหนดค่าศัพท์ภาษามือเพิ่มขึ้นอยู่เสมอโดยมักเทียบเคียง หรือใช้ศัพท์ภาษาไทยเป็นฐาน เมื่อมีความรู้ใหม่เกิดขึ้นก็ต้องกำหนดศัพท์ภาษามือเพิ่มขึ้นเพื่อให้คนหูหนวกมีศัพท์ภาษามือเพียงพอที่จะสามารถเรียนรู้และสื่อสารกันได้ใกล้เคียงกับคนทั่วไปมากที่สุด
ภาษามือธรรมชาติ (Sign language)
คือ คนหูหนวกเป็นผู้สร้างขึ้นและใช้ร่วมกันในแต่ละชุมชนหรือในแต่ละชาติ เช่น American Sign language, British Sign language , Swedish Sign language ซึ่งส่วนมากเป็นท่าเลียนแบบธรรมชาติที่จะช่วยคนหูหนวกให้มีพัฒนาการในภาษาประจําชาติเท่าเทียมกับคนปกติ
ภาษามือประดิษฐ์ (Singed)
คือ ภาษามือที่ครู ผู้ปกครอง หรือญาติมิตรของคนหูหนวกคิดขึ้นแทนค่าภาษาพูด และภาษาเขียนประจําชาติเพื่อให้มีค่าใช้ให้เพียงพอในการศึกษา และสื่อความหมายโดยเฉพาะเรื่องนามธรรม และรูปธรรม ภาษามือที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ บางทีเรียกว่า ภาษามือในห้องเรียนหรือภาษามือที่ใช้ในการศึกษา ซึ่งเป็นภาษาที่ทำค่าแต่ละค่าตามไวยากรณ์ภาษาพูด หรือภาษาเขียนของคนปกติภาษามือประดิษฐ์ มักจะนําแบบสะกดนิ้วมือ (Finger Spelling) มาผสมด้วยทั้งนี้ ค่าศัพท์อักษร ก-ฮ ก็จะใช้ตามแบบอักษร A-Z ของประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น A=อ , B=บ , K=ก, L=ล, P=พ, F=ฟ, D=ด
โครงสร้างภาษามือมีองค์ประกอบ ดังนี้
1. ท่ามือ (The handshape) ท่ามือ คือ การท่ามือเป็นท่าต่างๆ เช่น ท่ามือบริเวณอก จะเกี่ยวกับความรู้สึก เช่น รักเสียใจ ขอบคุณ ท่ามือบริเวณลําตัว จะเป็นค่าทั่ว ๆ ไป เช่น ลูก ซักผ้ารองเท้า
2. การเคลื่อนไหวของมือ (The movement of the hand) ท่ามืออย่างเดียวกันแต่เคลื่อนไหวต่างกัน ความหมายก็จะแตกต่างกัน
3. ทิศทางของฝ่ามือ (The orientation of the palms in relationship to the body or toeach other) เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ท่ามือมีความหมายต่างกันท่ามือท่าเดียวกัน ตําแหน่งที่ เดียวกันแต่ทิศทางของฝ่ามือต่างกัน ความหมายจะต่างกัน
4. การแสดงสีหน้าและการเคลื่อนไหวของใบหน้า(The Facial Expression) เช่น คิ้ว ปาก ตา เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจความหมายในภาษามือชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่าง การสำยศีรษะ หมายถึง การปฏิเสธ การขมวดคิ้ว หมายถึง การแสดงความสงสัย เลิกคิ้ว หมายถึง การแสดงค่าถามที่ต้องการค่าตอบ การแสดงสีหน้าและการเคลื่อนไหวบนใบหน้าประกอบท่ามือ ควรทำแต่พองาม ให้ดูสุภาพ ไม่แสดงมากเกินไปจนดูนําเกลียด
การทำท่ามือ ถ้าอยู่ในระดับสายตามองเห็นได้ง่าย เช่น บริเวณใบหน้ามักจะทำมือเดียว เช่น สวย อิ่ม แต่ถ้าระดับต่ำกว่าอกจะทำสองมือ เพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กระโปรง ถ้าทำท่าสองมือจะต้องเคลื่อนมือใดมือหนึ่ง มือที่ถนัดจะเป็นมือที่เคลื่อนไหว มือที่ไม่ถนัดจะทำง่ายกว่าหรืออยู่นิ่ง ๆ เป็นฐาน เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำงานได้พร้อมกันทั้งมือซ้ายและมือขวา ด้วยท่าทางที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกันได้โดยง่าย
ภาษามือเป็นภาษาท่าทาง ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของมือเป็นหลักและใช้กิริยาอาการของหน้าตาและร่างกายส่วนหนึ่ง เป็นส่วนประกอบช่วยให้เกิดความเข้าใจ ท่าภาษามือที่คนหูหนวกยอมรับ มักเป็นท่าที่ทำง่าย สะดวก รวดเร็วมีความหมายใกล้เคียงธรรมชาติและเหมาะกับหลักสรีระศาสตร์ ท่าภาษามือควรทำอย่างมีจังหวะ คือ มีการเว้นระยะไม่ทำท่าทางจนเร็วเกินไปและให้อยู่ในรัศมีที่สายตาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
การทำภาษามือ บางคนทำได้สวยงาม บางคนทำได้ไม่นําดู เช่นเดียวกับการแสดงกิริยามารยาทของคนทั่วไปนั้นเอง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นวิธีการที่เราจะใช้ภาษามือในการสื่อสาร ดังนั้นภาษามือเป็นภาษาสำหรับคนหูหนวกที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันแต่ก็ต้องค่านึงถึงสถานการณ์ที่กำลังสนทนากันถ้าภาษามือเหมือนกันแต่คนละสถานการณ์ ความหมายก็อาจต่างกันได้ ดังนั้นควรที่จะรู้ความหมายของท่าภาษามือนั้นว่าความหมายคืออะไร เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น