ลักษณะของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

Submitted by วรางคณา on Fri, 02/21/2020 - 15:36

            ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ออกตามความพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสําหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 (ราชกิจจานุเบกษา. 2550) ให้ความหมายของบุคคลทีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มีความจํากัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน (Functioning) ในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ํากว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสําคัญร่วมกับความจํากัดของทักษะการปรับตัว อย่างน้อย 2 ทักษะ จาก 10 ทักษะ ได้แก่ การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดํารงชีวิตภายในบ้าน ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การนําความรู้มาใช้ในชีวิตประจําวัน การทํางาน การใช้เวลาว่าง การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย 
ทั้งนี้ได้แสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ 18 ปี

การแสดงออกทางพฤติกรรมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

            การแสดงออกทางพฤติกรรมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความสําคัญอย่างยิ่ง คนในสังคมมักจะมองจากลักษณะภายนอก บางคนมักใช้ลักษณะภายนอกเรียกเด็ก เช่น เด็กปัญญาอ่อน คนนี้ แทนคําว่า เด็กคนนี้ หรือ น้องคนนี้ ซึ่งเป็นการลดคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ครูมีส่วนช่วยทําให้นักเรียนมีบุคลิกภาพและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ โดยที่ครูจะต้องมองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ของนักเรียน จัดหาสิ่งแวดล้อม และวิธีการสอนให้เหมาะสมก็จะช่วยให้นักเรียนของเรามีการเรียนรู้ และพฤติกรรมเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป
            พฤติกรรมที่เป็นปัญหาเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติแต่เป็นการผิดปกติที่เป็นไปในทางลบหรือในทางไม่พึงประสงค์ การพิจารณาว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือไม่ ให้พิจารณาว่าพฤติกรรมนั้น เหมาะสมกับกาลเทศะและวัยของผู้แสดงพฤติกรรมเหมาะสมหรือไม่ สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มๆ ดังนี้ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับปัญหาการแสดงออก พฤติกรรมที่เกิดจากความแปรปรวนทางอารมณ์ พฤติกรรมที่แสดงถึงการขาดวุฒิภาวะ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับความผิดพลาดในการรับรู้ทางสังคม และพฤติกรรมที่เกิดเนื่องจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
          นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีปัญหาในเรื่องทักษะการปรับตัว และการควบคุมตนเอง จึงมักแสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ที่แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การแสดงออกของพฤติกรรมที่บ่อยเกินไป และพฤติกรรมที่ขาดหรือบกพร่องที่เป็นปัญหา ดังนี้
            1. การแสดงออกของพฤติกรรมที่บ่อยจนเกินไป เช่น การร้องไห้ เดินไปเดินมา พูดเสียงดัง โยนของ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมปกติที่คนทั่วไปก็ทํา แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเกิดขึ้นบ่อยจนเกินไป หรือ การไหว้ทุก ๆ 5 นาที การพูดสอดแทรกผู้อื่น การสะกิดผู้อื่นบ่อย ๆ จนเป็นที่น่ารําคาญและไปรบกวนสิทธิของผู้อื่นการที่นักเรียนมีพฤติกรรมแบบนี้ อาจเป็นเพราะไม่รู้จักหาพฤติกรรมอื่นที่เหมาะสมมาแทน เนื่องจากความจํากัดของสติปัญญา จึงมีพฤติกรรมซ้ําแล้วซ้ําอีก หรือทําสิ่งนั้นมากขึ้นแล้วจะทําให้มีคนมาสนใจ ซึ่งแตกต่างจากนักเรียนปกติที่รู้จักเลือกพฤติกรรมอื่น มาแทนที่พฤติกรรมที่ตนเองประพฤติแล้ว ไม่ได้ผลที่ต้องการ ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มากจนเกินไปนี้ต้องลดความถี่ของพฤติกรรมนั้นลง ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมการกระทําซ้ํา ๆ และไม่แปรเปลี่ยนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ระดับรุนแรง บางรายมีอัตราการเกิดพฤติกรรมแปลกประหลาด เรียกว่า Stereotyped Behavior สูง เช่น โยกตัว กระโดด สะบัดมือ หมุนตัวบนพื้น ทําเสียงปุก ๆ เปุาปากและ กลิ้งเม็ดยา พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปของ Stereotyped Behavior ซึ่งจะมีความถี่ความรุนแรงต่าง ๆ กัน
            2. พฤติกรรมที่ขาดหรือบกพร่องที่เป็นปัญหา หมายถึง ในสภาพแวดล้อมที่ต้องการพฤติกรรมบางอย่างแต่พฤติกรรมนั้นขาดหรือบกพร่องไป เช่น นักเรียนที่ไม่เคยเล่นกับนักเรียนคนอื่นเลย ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับกลุ่มได้ หรือ นักเรียนที่อ่านพยัญชนะ และสระได้ แต่อ่านคําไม่ได้ จึงอ่านคําสั่งไม่ได้ พฤติกรรมที่บกพร่องอาจจะแสดงถึงการที่นักเรียนไม่สามารถแสดงการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม เพราะขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ หรือถูกสอนให้ทําผิด ๆ เช่น นักเรียนวัย 6 ขวบ เมื่อพ่อแม่พาไปรับประทานอาหารนอกบ้าน นักเรียนไม่ยอมรับประทานอาหารเอง ทั้งที่อยู่บ้านทําได้ที่เป็นเช่นนี้ เพราะทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ผู้ใหญ่กลัวเลอะจึงปูอนให้ หรืออาจเป็นเพราะการเปลี่ยนสถานที่ นักเรียนจึงทําเองไม่ได้ การมองพฤติกรรมที่ขาดในลักษณะที่บกพร่องจะต้องดูในลักษณะความเหมาะสมกับบริบทสภาพแวดล้อมโดยเปรียบเทียบกับนักเรียนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน หรืออาจดูพัฒนาการของนักเรียนและการให้ผู้ใหญ่ตัดสินว่านักเรียนขาดอะไร เช่น เฉื่อยมากเกินไป ซึ่งหมายถึง การมีความถี่ต่ําในเรื่องของความกระฉับกระเฉง

            การแสดงออกของพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่สําคัญ คือ การแสดงออกของพฤติกรรมที่บ่อยจนเกินไป และพฤติกรรมที่ขาดหรือบกพร่องที่เป็นปัญหา เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใด ครูสามารถปรับปรุงได้ โดยให้นักเรียน เรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมเสียใหม่ ให้นักเรียน เรียนรู้การแสดงพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ เรียนรู้ ทักษะใหม่ที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน
ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
            บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะมีการพัฒนาการตั้งแต่วัยทารกและตอนเด็กช้ากว่าเด็กปกติโดยทั่วไป มีร่างกายอ่อนแอ รูปร่างแคระแกร็นบางรายมีศีรษะค่อนข้างเล็ก บางรายศีรษะโต ประวัติการเจริญเติบโตล่าช้า คือ มีการคว่ํา คลาน นั่ง ยืน เดิน ช้ากว่าเด็กปกติมากและการพูด ซึ่ง linguorth (1955) ได้กล่าวว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะสังเกตได้จากเมื่อแม่พูดกับเด็ก เด็กจะไม่ค่อยหันหน้ามามองหน้าแม่ เด็กปกติอายุ 2 สัปดาห์ จะเริ่มหันมามองแม่เมื่อแม่พูดด้วย แต่เด็กที่มีความบกพร่องทางสมองมากจะยังคงหลับตา และศีรษะยังไม่แข็งโงนเงนไปมาตลอดเวลา ระยะของความสนใจอยู่ในช่วงสั้นบางรายมีอารมณ์รุนแรง ชอบทําลายข้าวของและทําร้ายตัวเอง พวกที่มีความบกพร่องทางสมองมากจะต้องการความช่วยเหลือในการเลี้ยงดูอย่างมาก

ลักษณะท่าทางของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

            1. ลักษณะทางร่างกาย
            โดยทั่วไปบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มักมีรูปร่างหน้าตาไม่สมประกอบ คือมือเท้าใหญ่กว่าปกติ บางคนมีลักษณะแคระแกรนบางคนก็สูงใหญ่ ต่างกับคนธรรมดา
                   1.1 ศีรษะจะมีลักษณะเล็กผิดปกติ หรือมีลักษณะหัวกะโหลกเล็กเป็นรูปกรวย หรือบางพวกมีลักษณะศีรษะใหญ่ผิดปกติ เพราะน้ําในสมองมาก ร่างกายไม่สามารถจะทนน้ําหนักได้ บางรายศีรษะบิดเบี้ยวและแบน
                   1.2 ผม ลักษณะผมมักหยาบแข็ง มีขนตามร่างกายดกผิดปกติส่วนบางรายมีลักษณะตรงข้าม คือ ผมน้อย หรือผมบาง แต่ไม่ถึงกับล้าน มักจะเป็นโรคผิวหนังบนศีรษะ
                   1.3 หน้าผากมักจะแคบผิดปกติ โคนผมเกือบถึงคิ้ว บางรายหน้าผากลาด
                   1.4 ตา มักจะหรี่เล็ก หางลูกตาเฉียงขึ้นข้างบน มักเป็นโรคเกี่ยวกับทางตา เช่น ตาแดง หรือสายตาผิดปกติ บางรายมีเปลือกตาหนา
                   1.5 หู ลักษณะรูปหูมักจะผิดปกติ ส่วนมากเป็นโรคหูตึง หรือหูมีน้ําหนวก
                   1.6 ปาก ริมฝีปากหน้า ปากแบะ มักมีน้ําลายไหลยืดออกมา
                   1.7 ฟัน มักจะเหยิน ฟันซี่โตๆ ฟันขึ้นไม่เป็นระเบียบ
                   1.8 ลิ้น มักจะโตเกินขนาด ทําให้พูดไม่ชัด ลิ้นจุกปาก
            2. ลักษณะด้านพฤติกรรม
            ด้านพฤติกรรม คือ การพูด การทําความเข้าใจ การตัดสินใจมักช้าและเข้าใจผิดอยู่เสมอ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
                   2.1 การพูด มักเริ่มพูดช้ากว่าเด็กปกติ พูดไม่ค่อยชัด และพูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ แม้จะอายุมากถึง 6-7 ปีแล้วก็ตาม บางรายพูดจาเลอะเลือน หาแก่นสารไม่ได้ พูดได้ตลอดเวลาเป็นเรื่องเป็นราวแต่ถ้าถามจะตอบคําถามที่ตนพูดไม่ได้
                   2.2 การฟังและความเข้าใจ มักจะเข้าใจผิดๆ ต้องพูดหลาย ๆ ครั้ง ซ้ําๆ จึงจะเข้าใจได้
                   2.3 ประสาทสัมผัส มีความรู้สึกช้ามาก เช่น อากาศหนาวจนคนอื่นต้องห่มผ้า แต่ตนเองใส่เสื้อบางๆ เท่านั้น บางรายอากาศร้อนมากแต่ยังนุ่งเสื้อผ้ากันหนาวได้โดยไม่มีความรู้สึกว่าร้อน บางรายได้รับอันตรายมีเลือดออกแล้วยังเฉยอยู่
                   2.4 อิริยาบถและการเคลื่อนไหว มักใช้มือไม่ค่อยคล่อง เดิน วิ่ง ช้าอืดอาด ไม่มีความกระฉับกระเฉง
                   2.5 การตัดสินใจ มักมีการตัดสินใจแผลงๆ และผิดๆ อยู่เสมอ เช่น เอาของสกปรกทิ้งลงในบ่อน้ํา หรือไม่กลัวอันตราย ชอบออกนอกบ้านยามวิกาล เป็นต้น จึงมักถูกชักจูงให้ทําความผิดได้ง่าย บางรายข้ามถนนโดยไม่กลัวถูกรถชน
                   2.6 สมาธิ มักขาดสมาธิและความสนใจ จะทําหรือเรียนสิ่งใดก็ทําได้ในช่วงเวลาอันสั้นๆ ชอบเหม่อลอยไม่มีสมาธิที่จะเรียน
                   2.7 ความจํามักมีน้อย หรือจําอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อพ่อ แม่ ก็จําไม่ได้ บางรายจําชื่อตนเองไม่ได้ก็มี สอนไปเรียนไปถามรู้เรื่องพอกลับมาถามอีกก็ไม่รู้เรื่อง แต่จะจําสิ่งที่ทําอยู่ซ้ําๆ บ่อย ๆ ได้
                   2.8 อารมณ์ มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลย ใจน้อย รักแรงเกลียดแรง มักจะแสดงอาการเสียใจ ดีใจ โกรธ ผิดหวัง ออกมาโดยไม่มีอาการเสแสร้งและจะแสดงออกมาทันที ขาดความมั่นคงและแน่นอนทางอารมณ์ บางครั้งเพื่อนๆ ทําอะไรแรงๆ ก็อดทนได้ ดังนั้นเด็กพวกนี้จะแสดงถึงความผิดหวัง หรือเสียใจมากกว่าปกติ เช่น ถ้าโกรธก็จะร้องไห้บ่นพึมพํา ถ้าดีใจก็จะหัวเราะชอบใจออกมา บางรายแสดงอาการก้าวร้าวต่อครูและเพื่อนนักเรียนโมโหร้าย ชอบทําร้ายตนเองและผู้อื่น มีอารมณ์รุนแรง

ลักษณะทางจิตวิทยาของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

             1. การเรียนรู้และความจํา
            ลักษณะที่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คือขาดความสามารถในการเรียนรู้ และความจําเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน นอกจากขาดความสามารถทางสมองแล้ว บุคคลปัญญาอ่อนยังมีช่วงความสนใจสั้น ไม่ค่อยสนใจอะไรจึงทําให้ขาดความสามารถในการเรียนยิ่งขึ้น จากการทดลองของนักจิตวิทยา (Borkowski & Wanschura,1974) ที่ทดลองให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจําคํา หรือเสียง หรือรูปภาพ โดยแสดงสิ่งเหล่านั้นแก่เด็ก
ประมาณ 2-3 วินาที พบว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจําได้น้อยกว่าเด็กปกติ แต่ถ้าให้จําวัตถุสิ่งของโดยใช้เวลานานๆ ก็จะจําได้ดีเป็นเวลานานอาจเป็นชั่วโมง วัน หรือ สัปดาห์ แสดงว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาขาดความสามารถในการจําระยะสั้น แต่ความจําระยะยาวไม่ผิดปกติ ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากความสามารถในการใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อให้จําได้ไม่สามารถรวบรวมหรือจัดระบบสิ่งเร้าที่จะจําได้ ไม่สามารถทบทวนสิ่งที่จะจําได้ เช่นเวลาจะจํา 1,7,8,5,3,4 หากแยกเป็น 178…534 จะจําได้ง่ายกว่าจําทีละตัว หากเด็กได้รับการสอนเทคนิคและกลวิธีต่างๆ ในการจําเขาสามารถจดจําได้ดีขึ้น
            ความสามารถในการเรียนรู้และความจําของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีดังนี้
                   1.1 การขาดความสามารถในการเรียนรู้และการจําขึ้นอยู่กับระดับของสติปัญญาจะอ่อนมากก็มีอุปสรรคในการเรียนรู้และการจํามาก ระดับสติปัญญาอ่อนน้อยก็จะมีอุปสรรคในการเรียนรู้และการจําน้อย
                   1.2 การใช้กลวิธีในการเรียนรู้และการจําของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะแตกต่างจากเด็กปกติ
                   1.3 ปัญหาในการเรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ขึ้นอยู่กับปัญญาอ่อนประเภทใดประเภทหนึ่งโดยตรง ไม่ว่าปัญญาอ่อนประเภทใดก็ย่อมมีปัญหาในการเรียนรู้เหมือนๆ กัน
                   1.4 ลักษณะการเรียนรู้ของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญากับเด็กปกติไม่แตกต่างกัน แต่จะช้ากว่าเด็กปกตินั่นคือที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีลักษณะการเรียนรู้ไม่แตกต่างจากเด็กปกติซึ่งอายุสมองเท่ากันนั่นเอง
            2. ปัญหาทางภาษา
            บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีปัญหาทางด้านภาษาเป็นอย่างมากความสามารถทางภาษาจะต่ํากว่าระดับอายุสมองของเขาเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นด้านเสียงพูดหรือคําพูด ปัญหาต่างๆ ทางด้านภาษาพอจะจําแนกได้ 4 ลักษณะ คือ
                   2.1 โครงสร้างทางภาษาของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความคล้ายคลึงกับเด็กปกติแต่จะมีความสามารถทางภาษาพอๆ กับเด็กปกติในตอนวัยต้นๆ เท่านั้น
                   2.2 ปัญหาทางภาษาของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่มักจะพบ คือพูดตะกุกตะกัก พูดเสียงไม่ออกและติดอ่าง (สุขพัชรา ซิ้มเจริญ : 2542)

ลักษณะทางพฤติกรรมของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

            ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะพบว่าเด็กกลุ่มนี้บางส่วนจะมีลักษณะทางพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ในขั้นธรรมดาและขั้นรุนแรง ซึ่งเด็กต้องได้รับการปรับพฤติกรรมและอารมณ์ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ได้แก่ สมองส่วนหน้า สมองส่วนข้างและบริเวณใต้สมอง อาจเกิดจากพยาธิ สภาพบางส่วน หรือสภาพทั่วๆ ไปของสมองทําให้เกิดผลกระทบทางอ้อม เช่น การมีเนื้องอกในสมองด้านหลัง ทําให้มีการอุดตันมีน้ําในสมองเกิดสมองโต จะมีความดันในสมองสูงทําให้เกิดการผิดปกติ
            ในพวกสาเหตุจาก Organic นั้นถ้าเป็นไประยะเฉียบพลันอาจมีอาการเพ้อคลั่ง เอะอะ โวยวาย ประสาทหลอนได้ ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องอาการเหล่านี้จะหายไป แต่ผู้ปุวยอาจจะกลายเป็นคนที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ได้
            การรักษาพยาบาล ถ้าผู้ปุวยมีอาการรุนแรงไม่อาจควบคุมได้ จําเป็นต้องใช้ยาควบคุม เช่น ยาระงับประสาท ควรอธิบายให้พ่อ แม่ เข้าใจถึงโรคและอาการของเด็ก ควรให้การฟื้นฟูสภาพร่างกาย และจิตใจ การให้ความรัก ความอบอุ่น