นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ ตามศักยภาพและระดับความบกพร่องของเขา โดยแบ่งตามระดับดังนี้
1. นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อย
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย มีระดับเชาวน์ปัญญาระหว่าง 50-70 หรือ 75 มีความสามารถสูงสุดเทียบเท่ากับเด็กปกติอายุไม่เกิน 10 ปี ไม่อาจสังเกตได้ชัดเจนนักว่ามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา มีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวช้า พูดช้า ช่วยเหลือตัวเองได้ดี ฝึกทักษะได้ ปฏิบัติตามคําสอน คําแนะนําได้ เขียนได้แต่ค่อนข้างช้า สามารถฝึกหัดด้านอาชีพ ต้องได้รับการแนะนําสั่งสอนอย่างเหมาะสม จึงจะสามารถกระทําหรือเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ พบประมาณร้อยละ 70 ถึงร้อยละ 90 ของประชากรบกพร่องทางสติปัญญา มีพฤติกรรมการปรับตัว ได้แก่ ทักษะในการสื่อความหมาย ทักษะในการช่วยตัวเอง ทักษะในการเข้ากับเพื่อน และระดับความสามารถในการเรียนต่ํากว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน พบน้อยกว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาทั้งหมด ในระดับเชาวน์ปัญญานี้มีปัญหาทางการพูดแต่เป็นปัญหาที่ไม่รุนแรงนัก ปัญหาเริ่มพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้มากที่สุด โดยจะพูดคําแรกได้เมื่ออายุประมาณ 12 - 18 เดือน และเริ่มพูดเป็นประโยคได้ เมื่ออายุประมาณ 18 - 19 เดือน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เกิดร่วมคือ พูดไม่ชัด เสียงผิดปกติและพูดติดอ่าง แต่ไม่ค่อยพบว่าเด็กมีปัญหาพูดไม่ได้ แม้มีความล่าช้าในการใช้ภาษาแต่สามารถใช้ภาษาในการสนทนาเกี่ยวกับชีวิตประจําวันได้มีความสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจําวันได้ เมื่ออายุเกิน 21 ปี สามารถฝึกฝนให้ทํางานประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น งานเกษตร งานรับจ้างขายของ บริการอาหาร ทําความสะอาด ซักรีด และงานช่างง่ายๆ ได้ เช่น การเลื่อยไม้ ตอกตะปู ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แต่อาจมีปัญหาทางอารมณ์ เช่น นั่งเงียบไม่สนใจคําพูดของครู การถอนผม หรือ กระทืบเท้า และขาดวุฒิภาวะทางสังคม เช่น การเล่นอวัยวะเพศ การส่งเสียงดังในเวลาที่ครูพูด เป็นต้น (ชวาลา เธียรธนู และกัลยา สูตะบุตร. 2538; ผดุง อารยะวิญญู. 2542; วัลย์ลิกา สังข์ทอง และคณะ. 2543; กุลยา ก่อสุวรรณ. 2553; Cartwright & Others. 1995)
เด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อให้พัฒนาไปได้เต็มความสามารถ ให้มีความสามารถในการเรียนรู้ต่าง ๆ พัฒนาไปตามลําดับขั้นตอนเหมือนเด็กทั่วไป แตกต่างกันเพียงว่าต้องใช้เวลามากกว่าเพราะการจํา ช่วงความสนใจ และความจําระยะสั้นด้อยกว่าเด็กปกติ มีความบกพร่องด้านการเรียน ทั้งการอ่านและคณิตศาสตร์ ครูจึงควรปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับความสามารถและเป็นประโยชน์กับเด็กอย่างแท้จริง
2. นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง (Moderate Mental Retardation) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง มีระดับเชาวน์ปัญญาระหว่าง 35 - 49 มีความสามารถสูงสุดเทียบเท่ากับเด็กปกติที่อายุไม่เกิน 7 ปี หัดพูดช้า สามารถฝึกให้ดูแลตนเองได้ สื่อความหมายง่าย ๆ ได้ อ่านเขียนได้บ้าง ทําเลขง่าย ๆ ได้ สามารถจะฝึกอาชีพที่ไม่ต้องใช้ฝีมือหรือมีรายละเอียดมากนัก ต้องการคําแนะนําสําหรับการดํารงชีวิตพบประมาณร้อยละ 6 ถึงร้อยละ 21 ของประชากรปัญญาอ่อนมีปัญหาในการทํางานของกล้ามเนื้อ ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (แขน ขา) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก (นิ้วมือ) ตลอดจนมีปัญหาในการทํางานประสานกัน ระหว่างมือกับสายตา มีปัญหาในการช่วยตนเอง สามารถเรียนจบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นอย่างสูง ซึ่งสังเกตได้ง่ายกว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาน้อย หน้าตาบ่งถึงความผิดปกติและมักมีความบกพร่องทางกายแทรกซ้อนอยู่บ้าง การพัฒนาของประสาทและกล้ามเนื้อช้ากว่าเด็กทั่วไป มีความล่าช้าในการคว่ํา คลาน ยืน เดิน พูด ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดในวัยเด็ก โดยทั่วไปเริ่มพูดได้ในวัยเด็กตอนต้น ฉะนั้นในช่วงวัยก่อนเรียนเด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนและพูดสื่อความหมายได้ สามารถฝึกฝนการช่วยเหลือตนเองในการทํากิจวัตรประจําวันได้ดีพอใช้ เขียนคําง่าย ๆ ได้ เช่น สุขาหญิง สุขาชาย อ่านปูายรถประจําทางได้ เดินทางไปกลับบ้านหรือสถานที่ทํางานได้ นับเลขหรือบวกเลขง่าย ๆ ได้ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมของครู (ผดุง อารยะวิญญู. 2542; วัลย์ลิกา สังข์ทอง และคณะ. 2543; สุรินทร์ ยอดคําแปง. 2543; กุลยา ก่อสุวรรณ. 2553)
การจัดการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้ ช่วงต้นของระยะปฐมวัยและช่วงปฐมวัย ควรเน้นการพัฒนาด้านภาษา ได้แก่ ความเข้าใจและการใช้ภาษา รวมทั้งความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และสัมพันธ์กับเด็ก เช่น บุคคลในครอบครัว เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจําวัน สถานที่นอกบ้าน ทักษะการดํารงชีวิตประจําวัน เป็นต้น การฝึกฝนดังกล่าวต้องเน้นมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น นักแก้ไขการพูด นักกายภาพบําบัด
ช่วงวัยเรียนจนถึงวัยรุ่นควรเน้นวิชาการให้น้อยลงกว่าเด็กปกติ เน้นวิชาการที่จะช่วยให้เด็กมีทักษะเพียงพอในการพึ่งตนเองได้ในการทํางานและการสังคม หลักสูตรสําหรับเด็กควรเน้นใน 2 ด้าน คือ ด้านทักษะการช่วยเหลือตนเอง (Self-Help Skills) เช่น การอาบน้ํา การรับประทานอาหาร การแต่งตัว การใช้ห้องต่าง ๆ ภายในบ้านและอาคาร การใช้สิ่งของเครื่องใช้เป็นต้น อีกด้านหนึ่งคือด้านทักษะทางอาชีพ ส่วนมากต้องเน้นทักษะการทํางานในบ้าน ในโรงงานหรือสถานที่ฝึกงานเพื่อเตรียมเด็กสําหรับการทํางานในสังคมต่อไป
3. นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (Severe Mental Retardation) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ํากว่า 20-25 ถึง 35-40 พูดไม่ได้ พัฒนาการทางภาษาอยู่ในขั้นอ้อแอ้ ใช้ท่าทางและเสียงอู อา ในการสื่อความหมาย ความสามารถไม่เกินเด็กอายุ 2-3 ปี จัดเป็นกลุ่มที่มีความบกพร่องทางปัญญาระดับรุนแรง มีการแสดงออกทางหน้าตาอย่างชัดเจนและมักมีความบกพร่องทางกายร่วมด้วย พัฒนาทางกายและภาษาล่าช้า ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ ในวัยเด็กอาจพูดได้เป็นคํา ๆ พอสื่อความหมายได้ ทํากิจวัตรประจําวันง่าย ๆ ได้ เช่น กินข้าวเอง ยกแก้วน้ําดื่มเอง ช่วยงานบ้านได้บ้างเช่นกวาดบ้าน หิ้วของ แต่ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดและให้คําแนะนําตลอดเวลา บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงเรียนรู้ทักษะใหม่ได้ยาก มีปัญหาในการนําความรู้ที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านการสื่อความหมาย (ผดุง อารยะวิญญู. 2542; วัลย์ลิกา สังข์ทองและคณะ. 2543; สุรินทร์ ยอดคําแปง. 2543)
4. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก (Profound Mental Retardation) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ํากว่า 25 ลงมา มีวุฒิภาวะและพัฒนาการที่ล่าช้ามาก โต้ตอบเบื้องต้นทางอารมณ์ได้เล็กน้อย ไม่สามารถฝึกอบรมให้ทําสิ่งต่าง ๆ ได้ จึงต้องการการดูแลปกปูองตลอดเวลา ปัญญาอ่อนระดับรุนแรงและรุนแรงมาก รวมกันแล้วพบประมาณร้อยละ 4 ของ ประชากรปัญญาอ่อน โดยทั่วไปเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก มีลักษณะ กล่าวไว้ดังนี้
4.1 มีปัญหาในการเคลื่อนไหว ส่วนมากเด็กกลุ่มนี้เดินไม่ได้
4.2 บางรายอาจมีความพิการซ้ําซ้อน เช่นมีความบกพร่องในประสาทการรับรู้ พูดไม่ได้ และสมองเป็นอัมพาตเป็นต้น
4.3 มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างเห็นได้ชัด ที่พบได้บ่อย ๆ คือ การขว้างปาข้าวของ และทําร้ายร่างกายผู้อื่น ทําร้ายตนเอง ซึ่งอาจแสดงโดยการโขกศีรษะ กัดมือ หรือแขนตนเอง เป็นต้น หรือมีพฤติกรรมที่ไร้ความหมาย เช่น โยกตัวไปมาตลอดเวลา หรือโบกมือไปมาเป็นต้นการจัดการศึกษาสําหรับเด็กกลุ่มนี้ควรเน้นทักษะพื้นฐานสําหรับการอยู่รอด และทักษะพื้นฐานในการช่วยเหลือตนเอง ขอบข่ายทักษะที่ควรฝึกได้แก่ การกระตุ้นประสาทสัมผัส การพัฒนาประสาทสัมผัส และการบูรณาการประสาทสัมผัสทางด้านร่างกาย การช่วยเหลือตนเอง ภาษาและการตอบสนอง นอกจากนี้ต้องฝึกเรื่องการปรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วย เช่น นั่งโยกตัว กดตา ใช้ส้วมไม่ถูกต้อง เป็นต้น ในวัยเรียนจะมีทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และการสื่อความหมายดีขึ้น ถ้าได้รับการฝึกอบรมและสอนด้วยวิธีที่เหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ส่วนมากยังช่วยเหลือตนเองได้น้อย ยังต้องการพี่เลี้ยงคอยดูแล เพราะมักมีความพิการทางร่างกายร่วมด้วย สามารถทํางานต่างๆ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงงานในอารักษ์ได้ (ผดุง อารยะวิญญู,2542;วัลย์ลิกา สังข์ทองและคณะ. 2543)
ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่าลักษณะพิเศษที่เกี่ยวข้องกับภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ความรู้ความเข้าใจ ซึ่งมีข้อจํากัดในเรื่องความจํา ด้านความรู้และข้อมูล การคิดแบบรูปธรรมมากกว่าการคิดแบบนามธรรม อัตราในการเรียนรู้ต่ําทําให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาไม่ตั้งใจเรียน อัตราการเรียนรู้ไม่มีประสิทธิภาพและมีความยุ่งยากในการสื่อสาร การสอนตามมาตรฐานที่ปฏิบัติโดยทั่วไปไม่ได้ผลทางด้านวิชาการ จะมีความยุ่งยากในการเรียนเนื้อหาวิชา ส่วนมากการปฏิบัติงานมีข้อจํากัด มีข้อจํากัดในการแก้ปัญหา มีข้อจํากัดในการควบคุมตนเอง มีข้อจํากัดในเรื่องการสรุปเนื้อหา ทางด้านร่างกาย มีความไม่สัมพันธ์กันระหว่างร่างกายและสมอง ทางด้านพฤติกรรม มีข้อจํากัดด้านสังคมและความสามารถส่วนตัว มีข้อจํากัดในทักษะการแก้ปัญหา มีข้อจํากัดทักษะทางชีวิต และด้านการสื่อสาร มีระดับการพัฒนาภาษาที่ต่ํากว่าปกติ มีข้อจํากัดด้านการฟัง การพูด