การประเมินคัดกรองเบื้องต้น

Submitted by ดาราน้อย on Tue, 02/18/2020 - 23:05

ประเมิน คัดกรองเบื้องต้น เพื่อทราบปัญหาและสาเหตุของปัญหาวางแผนช่วยเหลือ

          การคัดแยกเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญานั้น ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางวงการแพทย์มาก ทําให้การคัดแยกเด็กกลุ่มนี้ทําได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาทางเวชชีวะ เช่น การมีความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งสามารถรู้ได้ตั้งแต่ก่อนคลอด การขาดออกซิเจนในระยะกําลังคลอด หรือหลังคลอดนานเกินไป แต่เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาจากโรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติเหตุหลังคลอดนั้น อาจคัดแยกได้ช้ากว่ากลุ่มที่มีความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด (ศรียา นิยมธรรม. 2542)
          จะมีข้อจํากัดอย่างเห็นได้ชัดของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในสองสิ่งหรือมากกว่าของพฤติกรรมการปรับตัว ซึ่งหมายถึง ทักษะที่จําเป็นในการดํารงชีพอย่างอิสระที่เหมาะสมกับวัย ในการประเมินพฤติกรรมการปรับตัว ผู้เชี่ยวชาญจะเปรียบเทียบความสามารถในการทํางานระหว่างเด็กในวัยเดียวกัน ในการวัดนี้จะใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซึ่งมีการจัดทําอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการทําหน้าที่ของคนในสังคม ได้แก่ ทักษะการดํารงชีวิตประจําวัน เช่นใส่เสื้อผ้า ใช้ห้องน้ํา และรับประทานอาหาร ทักษะทางการสื่อสาร เช่นความเข้าใจในเรื่องการถามตอบ และทักษะทางสังคมกับเพื่อน กับบุคคลในครอบครัว และคนอื่น ๆ

การประเมิน

          การประเมินระดับความฉลาดทางสติปัญญาของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเป็นเรื่องวิกฤตมากเพราะการประเมินความสามารถทางสติปัญญาเป็นงานที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ได้รับการฝึกมาแล้วอย่างดี การประเมินว่ามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือไม่ จะพิจารณาใน 2 เรื่องเป็นหลัก คือ ความสามารถทางสติปัญญา และความสามารถในการปรับตัว ความสามารถทางสติปัญญาทําการทดสอบ
จากแบบทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ การประเมินทักษะการปรับตัวให้ผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญที่คุ้นเคยกับเด็กเป็นผู้ประเมิน (Smith, Patton, and Kim. 2006; Hallahan & Kauffman. 1997) มีรายละเอียดดังนี้
          1. การทดสอบระดับความฉลาดทางสติปัญญา (Intelligence Test)
          มีการทดสอบความสามารถทางสติปัญญาหลายแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถ ความแม่นยําในการทํานาย (Smith, Patton, and Kim. 2006) แบบทดสอบที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่
                    1.1 แบบทดสอบระดับอนุบาลและประถมศึกษาของเวคส์เลอร์ 2002 (Wechsler Preschool and Primary Scale of  ntelligence, 3rd Edition) ใช้สําหรับวัดสติปัญญาของเด็กอายุ 2 ขวบ 6 เดือน ถึง 7 ปี 3 เดือน ใช้สําหรับวินิจฉัยเด็กที่มีความต้องการพิเศษของเด็ก ในทางการศึกษา
                    1.2 แบบทดสอบของเวคส์เลอร์ (Wechsler Intelligence Scale for ChildrenFourth Edition: WISC-IV: 2003) เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้วัดความฉลาดสําหรับเด็กอายุ 6 ขวบ-16 ปี 11 เดือน แบบทดสอบนี้ใช้สําหรับช่วยในวินิจฉัยเพื่อการวางแผนการศึกษา และจัดวาง (Placement) เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
                    1.3 แบบทดสอบสําหรับผู้ใหญ่ของเวคส์เลอร์ (Wecshler Adult Intelligence Scale, 3rd Edition) เป็นแบบทดสอบมาตรฐานสําหรับผู้ใหญ่ อายุ 16 ปี ขึ้นไป
                    1.4 แบบทดสอบของสแตนฟอร์ด-บิเนต์ (Stanford-Binet: Fifth-Edition) เป็นแบบทดสอบเฉพาะบุคคลในเรื่องความฉลาดที่เหมาะสําหรับบุคคลอายุ 2 ปี ถึง 85 ปี เป็นแบบทดสอบลําดับที่ 5 ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างเหมือนฉบับก่อน ๆ
          2. การประเมินทักษะการปรับตัว (Adaptive Skills)
          การวัดว่าทําอะไรในสถานการณ์ปกติจะมีประโยชน์มากกว่าการวัดว่าเขาสามารถทําอะไรได้บ้าง ในสถานการณ์พิเศษ (Smith, Patton, and Kim. 2006) มีการวัดทักษะการปรับตัวอยู่หลายแบบ มีอยู่ 3 แบบที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่
                    2.1 มาตรการวัดของไวน์แลนด์ (Vineland Adaptive Behavior Scale)
                    2.2 มาตรการวัดของ AAMD (AAMD Adaptive Behavior Scale-School Edition)
                    2.3 มาตรการวัดพฤติกรรมสําหรับเด็ก (Adaptive Behavior Inventory for Children)
          ซึ่งเครื่องมือทั้ง 3 แบบนี้มีรูปแบบที่ต้องการให้พ่อแม่ ครู หรือนักวิชาชีพอื่น ๆ ตอบคําถามที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของเด็กที่แสดงถึงพฤติกรรมการปรับตัว อาจจะแตกต่างกันบ้าง แต่ครอบคลุมนิยามของสมาคมเพื่อบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของประเทศสหรัฐอเมริกา (AAMD) ได้แก่ การสื่อความหมาย (Communication) การดูแลตนเอง (Self-Care) การดํารงชีวิตในบ้าน (Home Living) ทักษะทางสังคม (Social/Interpersonal Skills) การใช้บริการสาธารณะ (Community Uses) ควบคุมตนเอง (Self-Direction) สุขอนามัยและความปลอดภัย (Health and Safety) การเรียนรู้วิชาการที่ใช้ในชีวิตประจําวัน (Functional Academics Skills) การใช้เวลาว่าง (Leisure) การทํางาน (Work)
          ในการพิจารณาลักษณะทางพฤติกรรมและจิตวิทยาของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะต้องดูจากสิ่งต่อไปนี้
                    2.3.1. ความตั้งใจ (Attention) ความตั้งใจเป็นเรื่องที่สําคัญมากในการเรียนรู้ คนจะต้องสามารถตั้งใจเข้าไปมีส่วนร่วมในงาน บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีปัญหาในเรื่องความเอาใจใส่หรือความตั้งใจ
                    2.3.2. ความทรงจํา (Memory) งานวิจัยจํานวนมากพบว่าคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความยากลําบากในเรื่องการจดจําข้อมูล
                    2.3.3. การจัดการตนเอง (Self - Regulation) สาเหตุสําคัญที่บุคคลมีความบกพร่องทางสติปัญญามีปัญหาในเรื่องความจําเพราะว่าเขามีความยากลําบากในเรื่องการจัดการตนเอง การจัดการตนเองเป็นคําที่กว้างหมายถึงความสามารถของบุคคลในเรื่องพฤติกรรมของตัวเขาเอง เช่น คนปกติมักจะท่องจําคําต่าง ๆ ที่ต้องการจําดัง ๆ เพื่อให้จําได้ แต่สําหรับคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะไม่มีการจัดการในเรื่องเหล่านี้
                    2.3.4. การพัฒนาทางภาษา (Language Development) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีความล่าช้าในการพัฒนาทางภาษาอย่างชัดเจน เช่น ปัญหาในการพูด ความบกพร่องทางภาษามีความเชื่อมโยงกับการจัดการตนเอง (Self-Regulation) เพราะวิธีการในการจัดการตนเองมีพื้นฐานมาจากภาษา
                    2.3.5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic Achievement) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากระหว่างสติปัญญา และความสําเร็จ
                    2.3.6. พัฒนาการทางสังคม (Social Development) นักวิชาการได้มีความขัดแย้งกันอย่างมากในเรื่องการพิจารณาว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถแสดงบทบาททางสังคม เช่น การมีเพื่อน การทํางาน เพื่อนบ้าน มากกว่าความสามารถที่จะจัดการกับงานทางวิชาการ
                    2.3.7. แรงจูงใจ (Motivation) ปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องความตั้งใจ ความจํา การจัดการตนเอง พัฒนาการทางภาษา ความสําเร็จทางวิชาการ และพัฒนาการทางสังคม ทําให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความเสี่ยงอย่างมากในการแก้ปัญหาเรื่องแรงจูงใจ

          การประเมินระดับความฉลาดทางสติปัญญาของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาเป็นเรื่องยากมาก เพราะการประเมินความสามารถทางสติปัญญาเป็นงานที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ได้รับการฝึกมาแล้วอย่างดี การประเมินว่ามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือไม่ จะพิจารณาใน 2 เรื่องเป็นหลัก คือ ความสามารถทางสติปัญญา และความสามารถในการปรับตัว ความสามารถทางสติปัญญาทําการทดสอบ จากแบบทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ การประเมินทักษะการปรับตัวให้ผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญ
ที่คุ้นเคยกับเด็กเป็นผู้ประเมิน ประกอบด้วย การทดสอบระดับความฉลาดทางสติปัญญา (Intelligence Test) การทดสอบทักษะการปรับตัว (Adaptive Skills) จะมีการพิจารณาลักษณะทางพฤติกรรมและจิตวิทยา จะต้องดูจากความตั้งใจ (Attention) ความทรงจํา (Memory) การจัดการตนเอง (Self-Regulation) การพัฒนาทางภาษา (Language Development) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic Achievement) พัฒนาการทางสังคม (Social Development) และแรงจูงใจ (Motivation)

การประเมินทางการแพทย์

          การประเมินรูปแบบนี้ มักเริ่มตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์จนถึงวัยเด็กเล็ก ผู้ทําหน้าที่ประเมิน คือ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลติดตามการตั้งครรภ์ของมารดา

การประเมินในระยะแรกเริ่ม

          การประเมินความสามารถในแต่ละระยะของเด็กนั้นแตกต่างกัน การประเมินในระยะแรกนี้มีวัตถุประสงค์สําคัญสองประการได้แก่ เพื่อระบุเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่ในช่วงพัฒนาการ และเพื่อระบุเด็กที่มีแนวโน้มจะมีพัฒนาการล่าช้าในเวลาต่อมา

การประเมินคัดกรอง (Screening)

          การประเมินคัดกรองนี้มุ่งเน้นการปูองกันภาวะบกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่ระยะที่เด็กอยู่ในครรภ์ด้วยการคัดกรองทางพันธุกรรม หากแพทย์พบว่าเด็กในครรภ์อาจมีปัญหาก็จะวางแผนปูองกันเสียก่อน แต่ถ้าพบว่าเด็กในครรภ์มีความบกพร่องที่ไม่อาจแก้ไขได้ เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม หรือปัญหาอื่นที่ส่งผลต่อชีวิตของมารดา แพทย์อาจแนะนําให้ยุติการตั้งครรภ์นั้น ดังนั้น ครอบครัวจําเป็นต้องเข้ารับคําปรึกษาแนะนําเพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจข้อมูลอย่างครบถ้วยและถูกต้องจนสามารถตัดสินใจได้
หรือหากครอบครัวประสงค์ให้มารดาตั้งครรภ์ต่อไปมารดาควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่จนถึงปัจจุบันนี้ การประเมินในระยะตั้งครรภ์และการยุติการตั้งครรภ์เมื่อพบว่าเด็กในครรภ์มีความผิดปกตินั้นยังเป็นปัญหาทางจริยธรรมที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่
          อนึ่ง การคัดกรองเพื่อวางแผนปูองกันภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือลดความรุนแรงของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระยะแรกสําหรับเด็กบางคนนั้นอาจทําได้ยากเนื่องจากปัญหาสําคัญสองประการได้แก่ หนึ่ง เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงนั้นมักแสดงลักษณะตั้งแต่กําเนิด ซึ่งภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงนี้ตรวจพบได้ง่ายแต่ช่วยเหลือได้ยาก และสอง บุคลากรมักคาดการณ์ถึงความสามารถของเด็กในอนาคตได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากวัยทารกนี้ยังไม่แสดงพฤติกรรมให้เห็น
ได้อย่างชัดเจน การประเมินในระยะนี้จึงมักพิจารณาจากพัฒนาการทางร่างกายและการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การคลาน การนั่ง การเดิน การยืน การจับ การคว้า เป็นต้น (Crnic & Stormhak, 1997 ; Molfese & Acjeson, 1997)
          นอกจากนี้ พัฒนาการของเด็กยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว การศึกษา อาชีพของพ่อแม่ ลักษณะการใช้ภาษาของพ่อแม่ การเลี้ยงดูและเจตคติของพ่อแม่ต่อความสําเร็จ เป็นต้น

การประเมินความผิดปกติทางพันธุกรรม

          การค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดความรุนแรงของปัญหาลงได้อย่างมาก หากผู้เกี่ยวข้องสามารถระบุความบกพร่องได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งให้การช่วยเหลือได้เร็วขึ้นเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น หากบุคลากรทางการแพทย์สามารถค้นหาความผิดปกติได้ทันการณ์ เรายังสามารถปูองกันความบกพร่องในเด็กบางรายได้อีกด้วย เช่น ภาวะสมองบวมน้ํา ภาวะพีเคยูเป็นต้น
          เราสามารถป้องกันภาวะบกพร่องทั้งหลายได้ตั้งแต่ระยะทารกอยู่ในครรภ์กล่าว คือ หากแพทย์สงสัยว่าเด็กในครรภ์มีความเสี่ยงหรือมีแนวโน้มที่จะมีปัญหา ไม่ว่าเกิดจากการได้รับความกระทบกระเทือน การได้รับสารพิษหรือรังสี ความบกพร่องจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ฟีนิลคีโตนยูเรีย (Phenylketonuria หรือ PKU) แพทย์สามารถคัดกรองตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ และเมื่อทารถคลอดออกมา ก็สามารถรักษาให้หายหรือช่วยลดความรุนแรงลงได้ ส่วนภาวะบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากมารดาอายุมาก ได้แก่ ดาวน์ซินโดรม เด็กจะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ แต่การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าภาวะบกพร่องของการเผาผลาญสารอาหารที่เกิดจากพันธุกรรมักส่งผลให้เกิดความบกพร่องที่รุนแรงและยากต่อการบําบัดรักษา
          การคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกนั้น นอกจากช่วยปูองกันปัญหาความบกพร่องทางสติปัญญาที่อาจเกิดขึ้นและช่วยลดความรุนแรงของภาวะบกพร่องนั้นแล้ว ยังช่วยปูองกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับมารดาได้ด้วย แต่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต้องระวังเรื่องการระบุประเภทความบกพร่องเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ให้การช่วยเหลือ เพราะการทําเช่นนั้นเป็นเสมือนการตีตราเด็กตั้งแต่วัยทารก ซึ่งเจตคติของผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเด็กในวัยนี้จะส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างมากต่อไปในอนาคต

การประเมินตั้งแต่ในครรภ์

          การประเมินความผิดปกติของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้นนับเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์อย่างมาก สูตินารีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กและความผิดปกติหรือช่วยในการตัดสินใจที่จะดําเนินการอย่างเหมาะสมต่อไปได้
          ขั้นตอนการประเมินนั้นประกอบด้วย การบันทึกประวัติของครอบครัว ประวัติการตั้งครรภ์ ภาวะทางการแพทย์ต่างๆ เช่น ความดันโลหิต ขนาดของมดลูก รวมถึงการตรวจปัสสาวะของมารดา การติดตามสภาพร่างกายมารดา และการตรวจอื่นๆ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์และพัฒนาการของทารกในครรภ์ รวมทั้งสุขภาพของมารดาด้วย หากมารดามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ทารกก็มีโอกาสแข็งแรงไปด้วย แต่หากมีปัจจัยใดที่ทําให้เด็กไม่สมบูรณ์ แพทย์จะช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่
ระยะนี้ เช่น มารดาที่เป็นโรคโลหิตจางจะได้รับยาบํารุงโลหิต เป็นต้น ดังนั้น มารดาที่ไม่สามรถดูแลสุขภาพของตนเอง สุขภาพครรภ์ หรือไม่ได้รับการดูแล จากแพทย์ในขณะตั้งครรภ์อย่างต่อเนื่อง ทารกในครรภ์อาจมีภาวะเสี่ยงต่อความบกพร่องได้
          หากมารดาและทารกในครรภ์สมบูรณ์แข็งแรงดี แพทย์จะติดตามความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์อย่างปกติ แต่หากแพทย์สงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยง แพทย์อาจทําการประเมินเพิ่มเติมและหากพบว่าเด็กในครรภ์มีปัญหา การประเมินนั้นยิ่งต้องละเอียดมากขึ้น เช่น การเจาะหาสารเคมีต่างๆ ในตัวเด็กหรือมารดา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การประเมินระยะนี้ไม่สามารถบ่งชี้ให้เห็นถึงภาวะบกพร่องทางสติปัญญาได้ทุกราย
          การวินิจฉัยในระยะนี้ถือว่ามีความสําคัญมาก เพราะสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของเด็กในระยะตั้งครรภ์หลายประเภท เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม ภาวะพีเคยู และภาวะกาแลคโตซีเมีย เป็นต้น นอกจากการประเมินและวินิจฉัยบางอย่างจะช่วยปูองกันหรือลดปัญหาความบกพร่องของเด็กแล้ว ยังช่วยให้แพทย์ได้ให้ความรู้ด้านการเลี้ยงดูที่ถูกต้องแก่พ่อแม่และให้กําลังใจแก่พ่อแม่ในกรณีที่เด็กในครรภ์มีภาวะบกพร่องอย่างรุนแรงและอาจเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์

การประเมินในระยะแรกคลอด

          ส่วนใหญ่แพทย์ กุมารแพทย์ สูตินารีแพทย์ซึ่งเป็นผู้พบเด็กเป็นคนแรกจะทําหน้าที่ประเมินในระยะนี้ หากพบว่าเด็กมีความเสี่ยงหรือสงสัยว่า จะมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านใดแพทย์จะส่งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที
          วัตถุประสงค์ของการประเมินในระยะแรกคลอดนี้ เพื่อสํารวจปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก วิธีการประเมินเด็กแรกคลอดที่สําคัญวิธีหนึ่งคือ การใช้คะแนนแอ็ปการ์ (Apgar score) วิธีการนี้เริ่มตั้งแต่ในห้องคลอด โดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ทําคลอดจะทําหน้าที่ประเมินเด็กภายใน 1-5 นาที หลังคลอด และอาจต้องประเมินซ้ําหากจําเป็นหรือจนกว่าเด็กจะเข้าสู่ภาวะปกติ คะแนนแอ็ปการ์มี 5 ด้าน คือ อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ความผิดปกติของรีเฟล็กซ์ และ สีผิว ซึ่งมีคะแนน 0 - 2 คะแนน 0 หมายถึง ต่ําหรืออ่อนแอ 1 หมายถึง ปานกลาง และ 2 หมายถึง แข็งแรงหรือทํางานได้ดี ถ้าคะแนนรวมของ 5 ด้านนั้นต่ํา แสดงว่าเด็กอาจมีปัญหาต่อไปในอนาคต
          ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหลายประเภทนั้น หากสามารถตรวจพบได้ในระยะแรกแพทย์ก็อาจให้การช่วยเหลือหรือปูองกันได้ แต่การตรวจหาภาวะเหล่านี้ไม่ได้ทํากับทารกทุกคนเหมือนการตรวจครรภ์ทั่วไป แต่แพทย์จะทําเมื่อพบความผิดปกติที่สงสัยว่าจะเกิดปัญหาเท่านั้น
          นอกจากนี้ ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาบางประเภทสามารถเห็นได้ชัดเจน ซึ่งแพทย์สามารถระบุได้ทันทีเมื่อแรกคลอด เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม หรือ ภาวะที่มีความผิดปกติของสมอง เช่น ภาวะศีรษะเล็ก หรือภาวะสมองบวมน้ํา เป็นต้น

การประเมินในระยะก่อนวัยเรียน

          ส่วนการประเมินภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระยะก่อนวัยเรียนนั้น ผู้ปกครองหรือครูสามารถทําได้โดยการสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กทั่วไปในด้านใดบ้าง เช่น การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อเล็ก ความสามารถทางสติปัญญา ภาษา การช่วยเหลือตนเอง และทักษะทางสังคม เป็นต้น ซึ่งหากพ่อแม่หรือครูพบความล่าช้านี้แล้ว ควรพาเด็กเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุดเช่นกัน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวัดพัฒนาการเด็กในระยะนี้มี
หลายประเภท เช่น The Denver Developmental Screening Test (DDST) The Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence-Revised (WPPSI-R) คู่มือการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ของสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น