เทคนิคการสอน
เทคนิคการสอนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทําให้การเรียนการสอนของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้ประสบผลสําเร็จการเรียน ซึ่งเทคนิคการสอนมีหลายวิธีด้วยกัน ดังนี้
1. เทคนิคการกระตุ้นเตือน (Prompting) เป็นเทคนิคสําคัญประการหนึ่งที่ใช้ในการช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ให้เกิดการเรียนรู้ ประเภทของการกระตุ้นเตือนที่นิยมใช้มี 4 ชนิด คือ
1.1 การเรียกร้องความสนใจจากเด็ก (Elicitaion) เช่นเคาะวัตถุที่ใช้ฝึกกับพื้นโต๊ะหรือการพยายามให้เด็กสบตา (eye-contact) โดยใช้รางวัลหลอกล่อแล้วค่อยๆ เลื่อนเข้าใกล้สายตาครู
1.2 การกระตุ้นเตือนทางกาย (Physical Prompting) คือการจับมือของเด็กให้ทํางานส่วนที่ครูต้องการให้ทําเมื่อเด็กทําได้ครูจะลดการช่วยเหลือลงเป็นสัมผัสเบาๆ และเลื่อนมือจากการจับมือมาเป็นแตะที่ข้อศอกและลดการช่วยเหลือลงจนเด็กสามารถทํางานได้เอง
1.3 การกระตุ้นเตือนด้วยท่าทาง (Gestural Prompting) คือการสาธิตวิธีปฏิบัติงานให้เด็กดู ให้เด็กเลียนแบบ ถ้าเด็กทําไม่ได้ ให้ชี้แนะด้วยการชี้ไปที่งานหรือวัตถุนั้น หรือการมองด้วยใบหน้า สายตา
1.4 การกระตุ้นด้วยวาจา (Verbal Prompting) คือการออกคําสั่งหรือชี้แจงด้วยคําพูดซึ่งครูต้องพยายามใช้คําสั่งสั้นๆ และง่ายพอที่เด็กจะเข้าใจได้ ซึ่งมีลักษณะการกระตุ้น 2 อย่าง คือ กระตุ้นโดยชี้แนะหรือบอกให้เด็กทําในสิ่งที่ถูกต้องทุกขั้นตอน กระตุ้นโดยการออกคําสั่ง คือ การกระตุ้นที่เด็กผ่านการกระตุ้นโดยการชี้แนะมาแล้ว
2. เทคนิคการวิเคราะห์งาน คือ การแตกงานออกเป็นขั้นตอนเล็กๆ หรือจําแนกเนื้อหาที่จะสอน เป็นขั้นตอนย่อยๆ หลายขั้นตอน และจัดเรียงลําดับจากง่ายไปหายาก กําหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของแต่ละขั้นตอนอย่างครบถ้วนจนทําให้เด็กสามารถกระทําได้สําเร็จ
3. เทคนิคการให้รางวัล ควรให้อย่างทันทีทันใด ภายหลังพฤติกรรมหรือเด็กสามารถทํางานได้สําเร็จ ด้วยความหนักแน่น ให้อย่างสม่ําเสมอ หรือทุกๆ ครั้งที่เด็กทํางานได้สําเร็จ รางวัลมีหลายประเภท อาจเป็นแบบให้ง่ายๆ หรือแบบให้ยาก เช่น รางวัลทางสังคม รางวัลทางประสาทสัมผัส (ทางการได้ยิน และการฟัง)
4. เทคนิคตะล่อมกล่อมเกลา (shaping) คือ วิธีวิเคราะห์งานก่อนและให้รางวัลแก่การตอบสนอง ในขั้นตอนที่เด็กทําได้ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะต้องต่อเนื่องไปสู่จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ วิธีสอนโดยทั่วไปมี 2 แบบ
4.1 แบบเดินหน้า และฝึกแบบถอยหลัง
4.2 แบบลูกโซ่เดินหน้า และลูกโซ่ถอยหลัง
5. เทคนิคการเลียนแบบ ให้เด็กเลียนแบบทําตามตัวอย่างที่ครูสาธิตให้ดู
6. สื่อการเรียนการสอน ครูจะต้องจัดเตรียมสื่อวัสดุอุปกรณ์ การเรียนการสอนให้เด็ก โดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องการ และวัสดุอุปกรณ์ต้องเพียงพอกับเด็กแต่ละคนในกลุ่ม ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้อุปกรณ์ได้อย่างทั่วถึง
การประเมินพฤติกรรม
ในการปรับพฤติกรรมใด ๆ ก็ตามสิ่งสําคัญประการแรกที่จะต้องดําเนินการคือการประเมินพฤติกรรม ข้อมูลที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมนี้จะช่วยทําให้สามารถวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อม และสภาวะของอินทรีย์ที่มีผลต่อพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออก ทําให้เกิดความเข้าใจการแสดงออกของบุคคล ซึ่งผลที่ได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมนี้เองจะช่วยให้สามารถกําหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่เหมาะสม และเลือกเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. 2543) วิธีการประเมินพฤติกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
1. วิธีการประเมินโดยตรง ซึ่งประกอบด้วย การสังเกตพฤติกรรม การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมตนเอง การวัดผลที่เกิดขึ้น และการวัดทางสรีระ
2. วิธีการประเมินทางอ้อม ซึ่งประกอบด้วย การสัมภาษณ์ การรวบรวมข้อมูลจากบุคคลอื่น และการรายงานตนเอง
การกำหนดและการเลือกพฤติกรรมเป้าหมาย
ภายหลังจากที่มีการประเมินและวิเคราะห์พฤติกรรมแล้ว เราจะต้องพิจารณาต่อไปว่าพฤติกรรมเป้าหมายควรเป็นพฤติกรรมใด หลักในการกําหนดพฤติกรรมเปูาหมายนั้น มีอยู่ 3 ประการ คือ ต้องเป็นวัตถุวิสัย ต้องชัดเจน และต้องสมบูรณ์จํากัดขอบเขตไว้ชัดเจน จากเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้ จะมีคําถามไว้สําหรับทดสอบว่าการกําหนดพฤติกรรมเปูาหมายนั้นเป็นไป ตามเกณฑ์ที่กําหนดไว้หรือไม่ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. 2550) โดยคําถามมีดังนี้
1. สามารถนับจํานวนครั้งของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กําหนด เช่น พฤติกรรมเกิดขึ้น 5 ครั้ง ในเวลา 5 นาที เป็นต้น หรือสามารถบอกถึงความยาวนานของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเช่น พฤติกรรมเกิดขึ้นใช้เวลา 10 นาที เป็นต้น ได้หรือไม่ (คําตอบควรจะเป็นว่าได้)
2. เมื่ออธิบายให้ผู้อื่นฟังว่าพฤติกรรมเปูาหมายของบุคคลนั้นคือพฤติกรรมอะไร และเมื่อเห็นบุคคลแสดงพฤติกรรมนั้นก็ระบุได้ทันทีว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่ (คําตอบควรจะเป็นว่าใช่)
3. สามารถแยกแยะพฤติกรรมเปูาหมายออกเป็นพฤติกรรมย่อย ๆ ได้ โดยแต่ละพฤติกรรมนั้นจะมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจง สามารถสังเกตเห็นได้ใช่หรือไม่ (คําตอบควรจะเป็นไม่ใช่)
4. ถ้าคําถามทั้ง 3 ข้อสามารถตอบได้ตามคําตอบที่กําหนดไว้แล้ว ก็แสดงว่าพฤติกรรมเป้าหมายที่กําหนดนั้นเป็นไปตามหลักการทั้ง 3 ข้อที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
เมื่อกําหนดพฤติกรรมเป้าหมายได้ตามหลักการที่กล่าวไว้แล้ว สิ่งที่จะต้องดําเนินการต่อมาก็คือ จะต้องพิจารณาว่าพฤติกรรมเปูาหมายใด ควรเป็นพฤติกรรมเปูาหมายที่จะนําไปดําเนินการวางแผนการปรับพฤติกรรม ซึ่งเกณฑ์ในการพิจารณามีดังต่อไปนี้
1. ควรเป็นพฤติกรรมที่เมื่อบุคคลแสดงออกแล้ว จะมีโอกาสได้รับการเสริมแรงจากสังคมทั้งปัจจุบันและอนาคต
2. ควรเป็นพฤติกรรมที่เมื่อบุคคลแสดงออกแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจําวันของบุคคลนั้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต มิใช่เพื่อสนองความต้องการของบุคคลอื่น อย่างเช่น กรณีพ่อแม่ของนักเรียนที่บกพร่องทางสติปัญญาคนหนึ่งต้องการให้ทางโรงเรียนสอนลูกให้สามารถทอนสตางค์ได้ ซึ่งทางโรงเรียนพิจารณาว่านักเรียนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก แต่ทว่าในขณะนั้นนักเรียนยังขาดทักษะ การช่วยเหลือตนเองอยู่ (การรักษาสุขอนามัยการรับประทานอาหารด้วยตนเอง) ซึ่งเป็นทักษะที่สําคัญกว่า และนักเรียนควรจะมีทักษะดังกล่าวก่อน ทักษะทางสังคมนี้ก็มีประโยชน์ต่อการไปซื้อของของนักเรียนด้วย ทางโรงเรียนจึงเสนอให้ฝึกทักษะการช่วยเหลือตนเองก่อน แต่ทว่าพ่อแม่ของนักเรียนไม่ยอม เนื่องจากนักเรียนคนอื่นๆ สามารถทําได้แล้ว การทอนสตางค์ได้นั้นก็อาจจะมีความสําคัญกับนักเรียนในอนาคต แต่ไม่ใช่ปัจจุบัน ในกรณีเช่นนี้นักจิตวิทยาจะต้องพยายามพูดให้พ่อแม่เข้าใจว่าพฤติกรรมใดควรได้รับการพัฒนาก่อน และพฤติกรรมใดควรพัฒนาทีหลัง
3. ควรเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมกับอายุของบุคคล ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าพฤติกรรมใดจะเหมาะสมกับอายุของแต่ละบุคคลนั้น ให้พิจารณาตามเกณฑ์ของพัฒนาการตามช่วงอายุ และสภาพสังคมที่บุคคลนั้น ๆ อาศัยอยู่ ซึ่งเกณฑ์ของพัฒนาการตามช่วงอายุนั้น มีนักจิตวิทยาพัฒนาการได้ทําการศึกษาไว้อย่างมากมาย ส่วนสภาพสังคมนั้นเป็นตัวกําหนดปทัสถานของการแสดงพฤติกรรมของบุคคลในแต่ละวัยไว้เช่นกัน
4. ควรเป็นพฤติกรรมที่จะไปสู่เปูาหมายที่ต้องการอย่างแท้จริง ในบางครั้งนักปรับพฤติกรรมจะพบว่า เปูาหมายของโปรแกรมการปรับพฤติกรรมนั้น ไม่ได้อยู่ที่การลดหรือเพิ่มพฤติกรรมโดยตรง แต่อยู่ที่ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทําพฤติกรรมบางอย่าง ดังนั้นการที่จะกําหนดพฤติกรรมเพื่อที่จะให้บรรลุเปูาหมายนั้นจําเป็นที่จะต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ เช่น ในกรณีที่ครูต้องการที่จะให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น และมีความเชื่อว่าถ้านักเรียนมีความตั้งใจเรียน (ฟังครูสอน มองครู ส่งงานตรงเวลา) แล้วสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนก็น่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ก็อาจจะไม่ได้ผลเช่นกัน ถ้านักเรียนเหล่านั้นขาดทักษะบางอย่างในวิชาที่สอน ดังนั้นก่อนที่ครูจะกําหนดพฤติกรรมที่จะพัฒนาให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการนั้น ควรจะทําการวิเคราะห์ให้ละเอียดเสียก่อน เพราะถ้าพบว่านักเรียนขาดทักษะบางอย่าง การจัดการสอนซ่อมเสริมน่าจะให้ผลกว่าการที่ให้นักเรียนตั้งใจเรียน
5. ควรเป็นพฤติกรรมทางบวกแม้ว่าเปูาหมายจะต้องการลดพฤติกรรมก็ตามนั่นคือ นักปรับพฤติกรรมควรจะกําหนดพฤติกรรมอื่นเพิ่มขึ้น แล้วช่วยให้พฤติกรรมเปูาหมายนั้นลดลงเอง เช่น การเพิ่มพฤติกรรมนั่งอยู่กับที่ เป็นการลดพฤติกรรมการลุกจากที่นั่งเป็นต้น แต่ในกรณีที่จําเป็นที่จะต้องกําหนดพฤติกรรมทางลบ ก็ควรจะมีการเพิ่มพฤติกรรมเปูาหมายทางบวกด้วย
6. เป้าหมายของการปรับพฤติกรรมบางครั้งอาจจะไม่ใช่พฤติกรรมโดยตรงแต่เป็นผลที่เกิดจากพฤติกรรมได้ เช่น โปรแกรมลดน้ําหนัก น้ําหนักไม่ใช่พฤติกรรม แต่เป็นผลจากการลดการรับประทานอาหาร หรือการออกกําลังกายสม่ําเสมอ เป็นต้น นักปรับพฤติกรรมจึงควรให้ความสนใจต่อพฤติกรรมที่จะนําไปสู่เป้าหมาย มากกว่าที่จะเน้นเปูาหมายโดยตรง แต่ควรจะใช้ผลที่เกิดขึ้นจากการเน้นพฤติกรรมดังกล่าวเป็นข้อมูลป้อนกลับทางบวก (Positive Feedback) เพื่อให้โปรแกรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การบอกถึงน้ําหนักตัวที่ลดไปในแต่ละสัปดาห์ เป็นต้น
พฤติกรรมเปูาหมายจึงควรเป็นพฤติกรรมที่เมื่อบุคคลแสดงออกแล้ว จะมีโอกาสได้รับการเสริมแรงจากสังคมทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นพฤติกรรมที่เมื่อบุคคลแสดงออกแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจําวันของบุคคลนั้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต มิใช่เพื่อสนองความต้องการของบุคคลอื่น เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมกับอายุของบุคคล ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าพฤติกรรมใดจะเหมาะสมกับอายุของแต่ละบุคคลนั้น ให้พิจารณาตามเกณฑ์ของพัฒนาการตามช่วงอายุ และสภาพสังคมที่บุคคลนั้น อาศัยอยู่ควรเป็นพฤติกรรมที่จะไปสู่เปูาหมายที่ต้องการอย่างแท้จริง และเป็นพฤติกรรมทางบวก