วิธีการปรับพฤติกรรมนั้นมีด้วยกันอยู่หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มพฤติกรรม การลดพฤติกรรมการสร้างพฤติกรรมใหม่ และเทคนิคการปรับพฤติกรรมเพื่อการคงอยู่
เทคนิคการเพิ่มพฤติกรรม
เทคนิคการเพิ่มพฤติกรรม หมายถึง การที่พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิดขึ้นด้วยระดับความถี่ต่ํา นักปรับพฤติกรรมก็จะหาทางเพิ่มพฤติกรรมนั้นให้เกิดขึ้นด้วยความถี่ที่สูงขึ้น ประกอบด้วยการเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบ (ประเทือง ภูมิภัทราคม. 2540)
1. วิธีการให้การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง การที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเพิ่มขึ้น หรือเกิดบ่อยครั้งขึ้น หรือมีความถี่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่อินทรีย์ได้รับผลกรรมที่พึงพอใจ หลังจากการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ แล้ว และสิ่งที่อินทรีย์ได้รับแล้ว เกิดความพึงพอใจ และแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น คือ สิ่งเร้าทางบวก ส่วนวิธีการให้การเสริมแรงทางบวก จะทําได้โดยการเสริมแรงทางบวก ซึ่งเป็นแรงเสริมหรือสิ่งที่อินทรีย์ได้รับแล้ว เกิดความพึงพอใจ และเกิดพฤติกรรมบ่อยครั้งมากขึ้นซึ่งมีหลายวิธีดังนี้
1) หลักของพรีแมค (Premack Principle) หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลชอบกระทําบ่อยครั้ง คือ การนํากิจกรรมที่บุคคลชอบหรือพฤติกรรมที่บุคคลกระทําบ่อยครั้งมาใช้เสริมแรงพฤติกรรมที่บุคคลกระทําน้อย โดยบุคคลจะต้องกระทําพฤติกรรมเปูาหมายก่อน จึงมีโอกาสได้เลือกกิจกรรมที่ตนชอบหรือต้องการกระทําภายหลัง นอกจากกิจกรรมที่บุคคลชอบกระทําแล้ว การให้สิทธิพิเศษก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นํามาใช้ในการเสริมแรงพฤติกรรมเปูาหมายที่บุคคลกระทําน้อย เพื่อให้บุคคลกระทําพฤติกรรมนั้นเพิ่มขึ้น ในการนําหลักของพรีแมคมาใช้ควรมีกิจกรรมหลายๆ อย่างให้บุคคลเลือก และควรเป็นกิจกรรมที่ไม่ยุ่งยากในการจัดเตรียม เช่น ที่บ้านอาจใช้กิจกรรมที่นักเรียนชอบมาเป็นตัวเสริมได้หลายอย่าง เป็นต้นว่า การดูโทรทัศน์ การเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน การอนุญาตให้ขับรถยนต์ การเล่นเกม ฯลฯ ที่โรงเรียนอาจใช้กิจกรรมต่อไปนี้เป็นตัวเสริมแรงได้ เป็นต้นว่า การเล่นฟุตบอล การอนุญาตให้ ดูภาพยนตร์การ์ตูน การให้พักก่อนหมดเวลาเรียนตอนท้ายชั่วโมง การให้ยืมหนังสือที่นักเรียนชอบ เป็นต้น
2) การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลของการกระทําของบุคคล ข้อมูลย้อนกลับเป็นตัวเสริมแรงที่ต้องวางเงื่อนไข เพราะโดยทั่วไปแล้วต้องใช้ควบคู่กับตัวเสริมแรงอื่น ๆ จึงจะเกิดประสิทธิภาพในการเสริมแรง โดยข้อเท็จจริงแล้วการให้ข้อมูลย้อนกลับนั้นแฝงอยู่ในการใช้ตัวเสริมแรงชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วย เพราะการเสริมแรงด้วยตัวเสริมแรงต่าง ๆ จําเป็นต้องระบุให้บุคคลทราบว่า พฤติกรรมเหมาะสมหรือเป็นที่พึงปรารถนาและสมควรได้รับการเสริมแรง ดังนั้นไม่ว่าจะใช้อาหาร ตัวเสริมแรงทางสังคม กิจกรรม หรือคะแนนก็ตาม บุคคลผู้รับจะต้องได้รับข้อมูลย้อนกลับก่อนเสมอว่าพฤติกรรมของตนอยู่ในระดับดีหรือไม่เพียงใด อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลย้อนกลับตามลําพังก็สามารถใช้เป็นตัวเสริมแรงได้ แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นข้อมูลย้อนกลับทางบวกจึงจะมีประสิทธิภาพในการเสริมแรง
3) เบี้ยอรรถกร (Token Economy) เป็นตัวเสริมแรงที่ต้องวางเงื่อนไข กล่าวคือ เบี้ยอรรถกรโดยตัวของมันเองแล้ว ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นตัวเสริมแรง ต้องใช้ควบคู่กับตัวเสริมแรง ปฐมภูมิ หรือตัวเสริมแรงที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข เบี้ยอรรถกรมีหลายชนิดอยู่ในลักษณะต่างๆ เช่น เหรียญ ดาว ตั๋ว คะแนน เบี้ย คูปองเป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนําไปแลกตัวเสริมแรงชนิดอื่นๆ ได้ด้วย เหตุนี้จึงทําให้เบี้ยอรรถกรมีคุณสมบัติเป็นตัวเสริมแรงแผ่ขยายที่มีประสิทธิภาพมาก ตัวเสริมแรงที่สามารถนําเบี้ยอรรถกรไปแลกได้นั้น อาจเป็นอาหารและสิ่งเสพได้ ตัวเสริมแรงทางสังคม กิจกรรม หรือสิทธิพิเศษ ในการใช้เบี้ยอรรถกรจะต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนให้ชัดเจนว่า ต้องกระทําพฤติกรรมอะไร ในการใช้เบี้ยอรรถกรเท่าไร และอัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างเบี้ยอรรถกรและตัวเสริมแรงแลกเปลี่ยนก็ต้องระบุให้ชัดเจน
ข้อควรพิจารณาในการใช้เบี้ยอรรถกรเป็นตัวเสริมแรง ในการใช้เบี้ยอรรถกรเป็นตัวเสริมแรงนั้น ประเทือง ภูมิภัทราคม (2547) ได้เสนอข้อควรพิจารณา ที่สําคัญไว้ 6 ประการ คือ
(1) เบี้ยอรรถกรเป็นตัวเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถเสริมแรงพฤติกรรมให้เกิดขึ้นอยู่ในระดับสูงได้ดีกว่าตัวเสริมแรงที่ต้องวางเงื่อนไขชนิดอื่น ๆ เช่น การชม การแสดงการยอมรับและการให้ข้อมูลย้อนกลับ
(2) เบี้ยอรรถกรสามารถใช้ในการเสริมแรงได้ทันที เป็นตัวเชื่อมระหว่างพฤติกรรมเป้าหมายและตัวเสริมแรงแลกเปลี่ยน ทั้งนี้เพราะเบี้ยอรรถกรสามารถนําไปแลกเปลี่ยนที่ต้องการภายหลังได้
(3) เบี้ยอรรถกรเป็นตัวเสริมแรงที่ไม่ก่อให้เกิดการหมดสภาพ ในการเป็นตัวเสริมแรง (Satiation) ทั้งนี้เพราะเบี้ยอรรถกร สามารถนําไปแลกตัวเสริมแรงชนิดอื่น ๆ ที่บุคคลต้องการได้หลายชนิดและจะแลกเมื่อไหร่ก็ได้ จึงไม่ก่อให้เกิดการหมดสภาพในการเป็นตัวเสริมแรงดังกล่าว
(4) การใช้เบี้ยอรรถกรเสริมแรง ไม่ขัดขวางหรือรบกวนการแสดงพฤติกรรมเป้าหมายเพราะการใช้เบี้ยอรรถกรไม่ต้องกระทําสิ่งอื่นๆ เช่น รับประทานหรือกระทํากิจกรรมที่ขัดขวางการกระทําพฤติกรรมเป้าหมาย
(5) เบี้ยอรรถกรสามารถใช้ได้กับบุคคลทุกคน แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะชอบหรือต้องการตัวเสริมแรงที่แตกต่างกัน เพราะเบี้ยอรรถกรสามารถนําไปแลกตัวเสริมแรงแลกเปลี่ยนที่แต่ละบุคคลชอบหรือต้องการได้ตามอัตราการแลกเปลี่ยนที่กําหนด
(6) เบี้ยอรรถกร สามารถนําไปใช้กับตัวเสริมแรงประเภทที่ต้องพิจารณาการให้การเสริมแรง ใน 2 ลักษณะเท่านั้น คือ “ให้ หรือ ไม่ให้” ได้ เช่น กิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น เพราะสามารถกําหนดอัตราการให้การเสริมแรงได้ว่า บุคคลต้องกระทําพฤติกรรมเปูาหมายเท่าไร อย่างไร จึงได้รับเบี้ยอรรถกรเป็นจํานวนเท่าไร หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าสามารถกําหนดอัตราการให้ตัวเสริมแรงได้ และสามารถกําหนดอัตราการ
แลกเปลี่ยนตัวเสริมแรงกับเบี้ยอรรถกรได้ เช่น ถ้านักเรียนต้องทําแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ได้ถูกต้องร้อยละ 60 ของจํานวนข้อทั้งหมดหรือมากกว่า จะได้รับดาว 5 ดวง ถ้าทําแบบฝึกหัดดังกล่าวถูกต้องร้อยละ 80 ของจํานวนข้อทั้งหมด จะได้รับดาว 10 ดวง สะสมดาวได้ 10 ดวง สามารถยืมอุปกรณ์แบดมินตันไปเล่นที่บ้านได้ 3 วัน ดาว 20 ดวง สามารถยืมเทปโทรทัศน์เรื่องที่สนใจไปดูที่บ้านได้ 2 เรื่อง เป็นต้น การ
กําหนดอัตราการให้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรไว้ในอัตราต่าง ๆ นี้ บุคคลสามารถสะสมเบี้ยอรรถกรไว้ทีละจํานวนได้ เมื่อมีจํานวนมากพอ สามารถนําไปแลกเปลี่ยนกับตัวเสริมแรงที่เป็นกิจกรรมตามที่กําหนดอัตราการแลกเปลี่ยนไว้ได้ ซึ่งต่างจากการเสริมแรงที่กําหนดก็จะไม่ได้รับการเสริมแรงเลย แม้จะกระทําพฤติกรรมเปูาหมายนั้นระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
สําหรับการจะใช้วิธีการให้การเสริมแรงทางบวกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องคํานึงถึงวิธีการให้การเสริมแรง เช่น วิธีการให้การเสริมแรงทันที หรือวิธีการให้การเสริมแรงช้า นอกจากนี้ จะต้องคํานึงถึงปริมาณของการให้การเสริมแรง แบบแผนหรือเงื่อนไขในการจะให้หรือระงับการให้ แรงเสริมตลอดทั้งการใช้วิธีการให้การเสริมแรงทางบวกควบคู่กับการปรับพฤติกรรมวิธีอื่น ๆ
1) การวางเงื่อนไขเป็นกลุ่ม คือ วิธีการใช้การวางเงื่อนไขการเสริมแรงต่อพฤติกรรมใด พฤติกรรมหนึ่งของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือของกลุ่มบุคคลนั้นทั้งกลุ่ม โดยที่กลุ่มบุคคลนั้นทั้งกลุ่มจะได้รับการเสริมแรง อันเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลทั้งกลุ่มนั้น แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ สําหรับข้อดีของการใช้การวางเงื่อนไขเป็นกลุ่มนั้น จะช่วยเพิ่มความถี่ของการเกิดพฤติกรรมเป้าหมายที่พึงประสงค์และสามารถใช้ได้กับพฤติกรรมแทบทุกชนิดที่เกิดขึ้นในสภาพการเรียนการสอน ส่วนสิ่งที่พึงตระหนักเกี่ยวกับการใช้การวางเงื่อนไขเป็นกลุ่มนั้น คือ ผู้ที่นําวิธีการวางเงื่อนไขเป็นกลุ่มมาใช้ควรจะพยายามเลือกแรงเสริมทางบวกที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยเพิ่มการเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการเลือกแรงเสริมทางบวกอย่างยิ่ง
2) การชี้แนะ (Prompting) หมายถึงการให้สิ่งเร้าเพื่อกระตุ้นให้บุคคลกระทําเป้าหมายที่ต้องการ และการแสดงพฤติกรรมชี้แนะก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการเสริมแรง การชี้แนะสามารถทําได้หลายลักษณะด้วยกัน คือ
(1) การชี้แนะด้วยวิธีทางร่างกาย เป็นการจับมือให้ทํา เช่น จับมือเด็กให้เขียนหนังสือ การฝึกเต้นรําโดยการจับคู่เต้นให้เคลื่อนไปตามจังหวะเพลง
(2) การชี้แนะด้วยวิธีการพูดเป็นการใช้คําพูดบอกให้ทําพฤติกรรม การบอกการสอนงานของหัวหน้ากับลูกน้อง
(3) การชี้แนะโดยการแสดงท่าทาง เป็นการใช้กริยาท่าทางของบุคคลกระตุ้นให้บุคคลอื่นแสดงพฤติกรรมไปในทิศทางที่ต้องการ
(4) การชี้แนะโดยใช้ปูายสัญลักษณ์ เป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรม เช่น สัญญาณไฟจราจร
หลักการใช้การชี้แนะอย่างมีประสิทธิภาพ
(1) กําหนดพฤติกรรมเปูาหมายที่ต้องการให้บุคคลกระทําให้ชัดเจนก่อน
(2) พิจารณาว่าจะใช้การชี้แนะในลักษณะใดจึงจะเหมาะสมกับบุคคลและพฤติกรรมเป้าหมาย
(3) กําหนดขั้นตอนว่าควรจะชี้แนะอย่างไรให้ชัดเจน และดําเนินการที่กําหนดไว้
(4) เมื่อบุคคลมีพฤติกรรมเปูาหมายหรือกระทําตามที่ชี้แนะแล้วควรให้การเสริมแรง
(5) ในกรณีที่พฤติกรรมเปูาหมายซับซ้อนทําได้ยาก อาจใช้การชี้แนะร่วมกับการสร้างพฤติกรรมวิธีอื่น ๆ เช่น การแต่งพฤติกรรม
3) การควบคุมสิ่งเร้า หมายถึง กระบวนการที่บุคคลเรียนรู้ที่จะแสดงพฤติกรรมได้อย่างสอดคล้องกับสภาพการณ์หรือสิ่งเร้าของตนเองโดยการประเมินเงื่อนไขและสภาพการณ์ที่ควบคุมพฤติกรรมอยู่ด้วยวิธีการแยกแยะสิ่งเร้า จากนั้นจึงเปลี่ยนแปลงหรือจัดระบบสภาพการณ์สิ่งเร้าใหม่เพื่อเอื้ออํานวยให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ วิธีการควบคุมสิ่งเร้าทําได้หลายวิธี เช่น หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่เป็นตัวแนะพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และการสร้างพฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์ การหยุดชั่วขณะ ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นอย่างแรง การทําลายโซ่เหตุการณ์ และการเปลี่ยนโซ่เหตุการณ์หรือการสร้างพฤติกรรมอื่นที่ขัดแย้ง
2. การให้การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) สําหรับการเสริมแรงทางลบนั้น หมายถึง การที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเพิ่มขึ้น หรือเกิดบ่อยครั้งขึ้น หรือมีความถี่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่อินทรีย์สามารถหลีกเลี่ยงหรือหนีจากสิ่งที่อินทรีย์ไม่พึงพอใจ หรือการที่อินทรีย์ สามารถนําสิ่งที่อินทรีย์ไม่พึงพอใจออกไปให้พ้นได้ ส่วนวิธีการให้การเสริมแรงทางลบนั้น จะทําได้โดยการที่อินทรีย์ สามารถนําสิ่งเร้าที่อินทรีย์ไม่พึงพอใจออกไปให้พ้นได้ หรืออินทรีย์สามารถหนีจากสิ่งเร้าที่อินทรีย์ ไม่พึงพอใจได้ สําหรับข้อดีของวิธีการให้การเสริมแรงทางลบนั้น จะทําให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมเปูาหมายหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ค่อย ๆ เกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นอย่างคงทนถาวร ส่วนข้อจํากัดของวิธีการให้การเสริมแรงทางลบนั้น จะทําให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น จะทําให้บุคคลนั้นหลีกเลี่ยง หรือหนีสภาพการณ์ที่ไม่พึงพอใจหรือไม่พึงประสงค์ ให้พ้น ๆ ไป เพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้น ๆ หรือ สิ่งนั้น ๆ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ จึงควรจะตระหนักถึงผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นหากประสงค์จะใช้วิธีการให้การเสริมแรงทางลบ
เทคนิคการลดพฤติกรรม
การลดพฤติกรรม หมายถึง การที่พฤติกรรมเป้าหมายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และเกิดขึ้น ด้วยความถี่ที่สูง นักปรับพฤติกรรมจะทําให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นด้วยความถี่น้อยลง หรือไม่เกิดขึ้นเลย ประกอบด้วย การลงโทษ การให้เวลานอก การปรับสินไหม การหยุดยั้งการให้ การเสริมแรง (ประเทือง ภูมิภัทราคม. 2540) เป็นต้น
1. การลงโทษ หมายถึง การที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งแล้วได้รับสิ่งที่ไม่พึงพอใจ ซึ่งเป็นผลทําให้การแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ของอินทรีย์ลดลงหรือความถี่ในการแสดงพฤติกรรมนั้นๆ ลดลง หรืออาจกล่าวได้ว่า การลงโทษ หมายถึง การให้ผลกรรมทางลบ หรือสิ่งที่อินทรีย์ไม่พึงพอใจ หรือการนําสิ่งที่อินทรีย์พึงพอใจออกไป หลังจากที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมนั้น ๆ แล้ว สําหรับวิธีการลงโทษนั้น ทําได้โดยการให้สิ่งที่ไม่พึงพอใจหรือสิ่งเร้าที่อินทรีย์ไม่พึงประสงค์ แก่อินทรีย์ ภายหลังที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ลดลง นอกจากนี้การลงโทษจะมีประสิทธิภาพ หากลงโทษทุกครั้งและลงโทษทันทีที่บุคคลนั้นๆแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และจะต้องลงโทษอย่างรุนแรงจึงจะทําให้คุณค่าของการลงโทษนั้นมีประสิทธิภาพ
สําหรับข้อดีของการลงโทษนั้น จะลดความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ทันที และจะระงับการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างถาวร แต่อย่างไรก็ตาม การลงโทษก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและความปวดร้าวทางจิตใจ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการลงโทษจึงมีมากมายหลายประการ เช่น การลงโทษก่อให้เกิดการถอยหนี และการลงโทษมีอิทธิพลในทางลบต่อบุคคลที่ได้รับโทษ เพราะเป็นสาเหตุทําให้บุคคลที่ได้รับโทษเกิดความรู้สึกในทางลบทั้งต่อบุคคลที่ได้รับโทษ เพราะเป็นเหตุที่ทําให้บุคคลที่รับโทษเกิดความรู้สึกในทางลบทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น บุคคลที่ได้ รับโทษอาจจะดูถูกตนเอง มองตนเองหรือกล่าวประณามตนเองไปในทางลบ ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกในทางลบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
2. การให้ผลพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เป็นการให้สิ่งใดๆ ก็ตามภายหลังพฤติกรรม ซึ่งเป็นการลงโทษ แบ่งออกเป็นวิธีการต่าง ๆ
1) การลงโทษทางวาจา ได้แก่การลงโทษโดยใช้ข้อความหรือคําพูดภายหลังที่พฤติกรรมไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น เช่น การดุ การด่า การตําหนิ การพูดปฏิเสธ การตักเตือน การใช้คําพูดอื่นๆ ที่แสดงการไม่ยอมรับเป็นต้น
2) การเฆี่ยนตี เป็นการลงโทษทางกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคม การเฆี่ยนตีเป็นการให้ผลกรรมที่ไม่พึงปรารถนาวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ระงับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
3) การช็อตด้วยไฟฟ้า เป็นสภาพการณ์ที่บุคคลไม่พึงปรารถนาอย่างหนึ่ง นิยมใช้เพื่อระงับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
4) การให้ผลกรรมที่บุคคลไม่พึงปรารถนาอื่นๆ เช่นให้ยืนกางแขน
3. การถอดถอนผลกรรมทางบวก การถอดถอนผลกรรมทางบวก มีวิธีการหลายวิธีดังนี้
1) การให้เวลานอก (Time Out) เป็นวิธีการลดความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยการนําสิ่งที่อินทรีย์พึงพอใจหรือแรงเสริมทางบวกออกไปเป็นระยะเวลาหนึ่งตามที่กําหนด หลังจากที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และผลการนําสิ่งที่อินทรีย์พึงพอใจออกไป แม้ว่าจะเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งตามที่กําหนดก็ตาม ก็ทําให้ความถี่ในการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้น ๆ ลดลง หรืออาจให้ความหมายของการให้เวลานอกได้อีกความหมายหนึ่งว่า การให้เวลานอกหมายถึง การนําบุคคลที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกไปจากสภาพแวดล้อมที่เสริมแรงให้บุคคลนั้นแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เป็นระยะเวลาหนึ่งตามที่กําหนด ซึ่งเป็นผลให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดลง
สําหรับข้อดีของการให้เวลานอกนั้น จะทําให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดลงอย่างรวดเร็ว และคงทนถาวร ส่วนข้อเสียของการให้เวลานอกนั้น จะทําให้บุคคลนั้นมีความรู้สึกว่าตนได้รับการลงโทษมากกว่าได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ นอกจากนี้ ผลของการใช้การให้เวลานอก จะไม่ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่แต่ละบุคคลที่มีอยู่ให้พัฒนาก้าวหน้า เพียงแต่ช่วยลดความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เท่านั้น
2) การปรับสินไหม เป็นวิธีการลดความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยนําสิ่งที่อินทรีย์พึงพอใจ หรือแรงเสริมทางบวกออกไปจํานวนหนึ่งตามที่กําหนด หลังจากที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และผลจากการนําสิ่งที่อินทรีย์พึงพอใจออกไปจํานวนหนึ่งตามที่กําหนด ทําให้ความถี่ในการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้น ๆ ลดลง
สําหรับข้อดีของการปรับสินไหมนั้น จะทําให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดลงอย่างรวดเร็ว และคงทนถาวร นอกจากนี้ ยังเป็นวิธีการที่สะดวกและยังเกิดผลดีกว่าการให้เวลานอก ส่วนข้อเสียของการปรับสินไหมนั้น นอกจากบุคคลนั้นจะถูกปรับสินไหมแล้วพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ไม่พึงประสงค์จะเกิดตามมา เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว การแสดงความไม่พอใจ กรีดร้อง หรือแม้กระทั่งหลีกหนีไปให้พ้นจากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ๆ
3) การแก้เกินกว่าเหตุ เป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งมุ่งที่จะปูองกันเด็กจาก การแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้น หรือเป็นการให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทําที่ไม่เหมาะสมของตนเองด้วยการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในระยะเวลาที่นานกว่าพฤติกรรมแรก การแก้เกินกว่าเหตุ มี 2 ประเภท คือ การแก้เกินกว่าเหตุแบบพฤติกรรมชดใช้ และแบบฝึกบริหารพฤติกรรมที่ดีขึ้น
การแก้เกินกว่าเหตุแบบพฤติกรรมชดใช้ เป็นการแก้ไขผลที่เกิดจากการประพฤติ ไม่เหมาะสม แต่ให้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าปกติ เช่น เด็กใช้ดินสอขีดเขียนผนังห้องเรียน ต้องทําความสะอาด รอยขีดเขียนนั้นพร้อมทั้งทําความสะอาดรอยขีดเขียนอื่น ๆ ทั้งหมดที่มีบนผนังห้องด้วย วิธีแก้เกินกว่าเหตุแบบฝึกบริหารพฤติกรรมที่ดีขึ้น เป็นการฝึกฝนพฤติกรรมที่เหมาะสมซึ่งเป็นผลบังคับต่อพฤติกรรมที่ไม่ดีในขณะนั้น เช่น เด็กใช้ดินสอขีดเขียนแบบผนังห้อง ถูกสั่งให้คัดลอกรูปภาพ
4. การหยุดยั้งการให้การเสริมแรง เป็นวิธีการลดความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยที่พฤติกรรมซึ่งเคยได้รับการเสริมแรงไม่ได้รับการเสริมแรงอีกต่อไป ผลของการหยุดยั้งการให้การเสริมแรงแก่พฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรงทําให้ความถี่ในการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ลดลง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1) การหยุดยั้งพฤติกรรมที่ได้รับการเสริมแรงทางลบ คือ การยุติการให้การเสริมแรงทางลบแก่พฤติกรรมที่กระทําแล้ว สามารถหลีกหนีหรือถอดถอนสิ่งเร้าที่ไม่พึงปรารถนาได้สําเร็จ
2) การหยุดยั้งพฤติกรรมที่ได้รับการเสริมแรงทางบวก คือ การยุติหรือการงดการเสริมแรงพฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรง อันมีผลทําให้พฤติกรรมนั้นลดลงหรือยุติลง สําหรับข้อดีของการหยุดยั้งการให้การเสริมแรงนั้น จะทําให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ ไม่พึงประสงค์ค่อย ๆ ลดลงและคงทนถาวร และเนื่องจากการหยุดยั้งการให้การเสริมแรงเกี่ยวกับการระงับการให้การเสริมแรง มิได้เกี่ยวข้องกับการเสนอสิ่งที่อินทรีย์ไม่พึงพอใจหรือสิ่งที่อินทรีย์ไม่พึงประสงค์ ดังนั้นการหยุดยั้งการให้การเสริมแรงจึงไม่มีคุณค่าทางลบ ส่วนข้อเสียของการหยุดยั้งการให้การเสริมแรงนั้น พบว่า ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นลดลงช้ามาก หากว่าบุคคลนั้นเคยได้รับการเสริมแรงภายใต้การให้การเสริมแรงแบบเป็นครั้งคราวหรือแบบเว้นระยะ นอกจากนี้ การหยุดยั้งการให้การเสริมแรงยังก่อให้เกิดความก้าวร้าว ทั้งนี้เพราะบุคคลนั้นเคยได้รับการเสริมแรงมาแล้ว แม้ว่าพฤติกรรมที่เขาแสดงออกนั้นจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
ในทางปฏิบัติการปรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จะเน้นที่การเลือกปัญหาเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งละปัญหา ในทางการศึกษาเด็กมักแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ละเมิดกฎเกณฑ์ทางสังคม วัฒนธรรมและกฎหมาย ตัวอย่างเด็กที่มีพฤติกรรมผิดปกติ มักแสดงอาการก้าวร้าว เช่น ต่อย เตะ ผลัก กัด ควบคู่ไปกับพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น ติดผู้อื่น ต้องให้มีคนคอยช่วยเหลือ ร้องไห้ คร่ําครวญ และ ดื้อดึง ไม่ยินยอม ในกรณีนี้จําเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น ๆ ทันที
5. การให้ตัวเสริมแรงทางบวกมากเกินพอ เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์โดยการให้ตัวเสริมแรงทางบวกต่อการแสดงพฤติกรรมเป็นจํานวนมากและบ่อยเกินไปจนทําให้ตัวเสริมแรงทางบวกนั้นหมดสภาพการเป็นตัวเสริมแรงต่อพฤติกรรมนั้น มีผลทําให้พฤติกรรมนั้นลดลงหรือยุติลง
6. การให้เผชิญกับสิ่งเร้าเป็นเวลานาน คือ เทคนิคการลดพฤติกรรมซึ่งกระทําโดยการให้บุคคลได้เผชิญกับสิ่งเร้าอย่างฉับพลัน และต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ให้บุคคลหลีกหนีจากสิ่งเร้านั้น
7. การเสริมแรงแบบดีอาร์โอ คือ การนําการเสริมแรงทางบวกมาลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมอื่น นอกเหนือไปจากพฤติกรรมที่ต้องการจะให้ลดหรือยุติลง
การสร้างพฤติกรรมใหม่
การสร้างพฤติกรรมใหม่ ประกอบด้วยวิธีการต่าง ๆ หลายวิธี เช่น การแต่งพฤติกรรม และการให้ตัวแบบ (ประเทือง ภูมิภัทราคม. 2547)
1. การแต่งพฤติกรรม คือ การสร้างพฤติกรรมใหม่ โดยวิธีการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมที่คาดหมายว่าจะนําไปสู่พฤติกรรมเปูาหมาย ในการเพิ่มความถี่ของพฤติกรรมนั้น กระทําโดยการให้ตัวเสริมแรงภายหลังพฤติกรรมเกิดขึ้น ในกรณีที่พฤติกรรมเปูาหมายเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยมีในตัวบุคคลหรือเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ต้องการให้มีในตัวบุคคล เทคนิคการแต่งพฤติกรรมเป็นเทคนิคหนึ่งที่เหมาะสมในการ
นํามาใช้สร้างพฤติกรรม ซึ่งเทคนิคการแต่งพฤติกรรม ประกอบด้วย
1) กําหนดพฤติกรรมเปูาหมายให้ชัดเจน
2) เลือกพฤติกรรมที่บุคคลมักแสดงในสภาพการณ์นั้น
สําหรับข้อดีของการแต่งพฤติกรรมคือ จะทําให้พฤติกรรมเปูาหมายค่อย ๆ เกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างถาวร จะเป็นประโยชน์ในการสอนหรือปลูกฝังพฤติกรรมใหม่ ๆ แก่อินทรีย์ และจะช่วยให้อินทรีย์เกิดการเรียนรู้และสามารถมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่พึงประสงค์ ส่วนข้อจํากัดของวิธีการแต่งพฤติกรรมคือ ผู้ที่ทําหน้าที่ปรับพฤติกรรมจะต้องมีความอดทน เพราะวิธีการแต่งพฤติกรรมนั้น จะต้องค่อยๆ ปลูกฝังพฤติกรรมไปทีละขั้น โดยจะต้องแน่ใจว่า พฤติกรรมในแต่ละขั้นตอนเกิดขึ้นอย่างสม่ําเสมอก่อนที่จะขยับไปปรับพฤติกรรมในอีกขั้นหนึ่งจนกระทั่งบรรลุเปูาหมาย นอกจากนี้ตัวเสริมแรงจะต้องมีประสิทธิภาพสูง และเป็นที่พึงประสงค์ของผู้รับการปรับพฤติกรรม
2. การให้ตัวแบบ เป็นกลวิธีในการสร้างหรือสอนพฤติกรรมใหม่วิธีหนึ่งโดยผู้สังเกตหรือผู้ที่ประสงค์จะเลียนแบบจากตัวแบบ สังเกตพฤติกรรมจากตัวแบบที่ผู้สังเกตหรือผู้ที่ประสงค์ จะเลียนแบบสนใจ
สําหรับข้อดีของวิธีการให้ตัวแบบคือ จะทําให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมเปูาหมายหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ค่อย ๆ เกิดขึ้น และค่อย ๆ มีความถี่สูงขึ้น และจะคงทนถาวรยิ่งขึ้น เมื่อให้การเสริมแรงแก่อินทรีย์สามารถเลียนแบบหรือแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้เช่นเดียวกับตัวแบบ นอกจากนี้ จะทําให้ผู้เลียนแบบเกิดพฤติกรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน และจะช่วยเอื้ออํานวยให้พฤติกรรมของ ผู้เลียนแบบที่เคยเรียนรู้มาก่อนแล้วให้มีแนวโน้มที่จะแสดงออกมา ส่วนข้อจํากัดของวิธีการให้ตัวแบบคือ หากใช้การให้ตัวแบบอย่างเดียวในการสร้างหรือสอนพฤติกรรมใหม่ การเกิดพฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์อาจจะเกิดได้ช้า ด้วยเหตุนี้ ควรใช้การให้ตัวแบบควบคู่กับการเสริมแรงทางบวก การให้ข้อมูลย้อนกลับและสิ่งเร้าที่จําแนกความแตกต่าง เพื่อให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์ต้องการจะสร้างหรือสอนนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ควรจะพิจารณาเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวแบบ ตลอดทั้งกิจกรรม ที่จะให้เลียนแบบ เพื่อมิให้ไร้ประโยชน์ และเสียเวลาในการศึกษาทดลอง
การรักษาพฤติกรรมที่ได้ปรับแล้วให้คงอยู่ต่อไป
การรักษาพฤติกรรมที่ได้ปรับแล้วให้คงอยู่ต่อไป (ประเทือง ภูมิภัทราคม. 2547) ได้แก่ วิธีให้การเสริมแรง (Schedules of Reinforcement) ซึ่งแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 ประเภทคือ
1. วิธีให้การเสริมแรงแบบต่อเนื่อง โดยให้แรงเสริมทุกครั้งที่พฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น
2. วิธีให้การเสริมแรงแบบเป็นครั้งคราวหรือแบบเว้นระยะ โดยให้แรงเสริมเป็น ครั้งคราว ตามเงื่อนไขการให้การเสริมแรง เช่น ตามเวลาหรือตามจํานวนครั้งที่พฤติกรรมเปูาหมายเกิดขึ้น ซึ่งวิธีให้การเสริมแรง แบบนี้ เป็นวิธีให้การเสริมแรงบางส่วนตามเงื่อนไขที่กําหนด ซึ่งจําแนกเป็นการเสริมแรงตามอัตราส่วนแน่นอน การเสริมแรงตามอัตราส่วนไม่แน่นอน การเสริมแรงตามเวลาแน่นอน และการเสริมแรงตามเวลาที่ไม่แน่นอน
สําหรับผลของวิธีให้การเสริมแรงที่มีต่อพฤติกรรมนั้นมีดังต่อไปนี้ คือ ผลของวิธีให้การเสริมแรงแบบต่อเนื่องที่มีต่อพฤติกรรม จะทําให้พฤติกรรมเป้าหมายเกิดอย่างสม่ําเสมอ แต่หากระงับหรือยุติการให้การเสริมแรง จะมีผลทําให้ความถี่ของการเกิดพฤติกรรมเปูาหมายลดลงและยุติในที่สุด ส่วนผลของวิธีให้การเสริมแรงแบบเป็นครั้งคราว หรือแบบเว้นระยะที่มีต่อพฤติกรรม จะทําให้พฤติกรรมเปูาหมายเกิดอย่างสม่ําเสมอและมีความคงทนอยู่นาน ยากที่จะยุติ หรือโอกาสที่พฤติกรรมเป้าหมายจะลดลงนั้นมีน้อยมาก แม้ว่าจะระงับหรือยุติการให้การเสริมแรง
นอกจากนี้ องค์ประกอบที่จะช่วยรักษาพฤติกรรมที่ได้ปรับแล้วให้คงอยู่ต่อไปและพัฒนาไปในทิศทางที่พึงประสงค์ ได้แก่ สภาพแวดล้อม อาทิ ครู เพื่อน ผู้ปกครอง บรรยากาศของการเรียน บรรยากาศของการปกครองชั้น สภาพความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้แก่ การฝึก ผู้ใกล้ชิดกับผู้ที่ได้รับการปรับพฤติกรรม อาทิ ครู ผู้ปกครอง บิดา มารดา ให้มีความรู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิธีปรับพฤติกรรมอย่างง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อนแต่ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อผู้ใกล้ชิดกับผู้รับการปรับพฤติกรรมจะได้มีโอกาสช่วยให้พฤติกรรมที่ได้ปรับแล้วให้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม วิธีการที่พึงประสงค์ที่สุดของการปรับพฤติกรรม คือ การควบคุมตนเอง สามารถเข้าใจกระบวนการเรียนรู้เงื่อนไขผลกรรม ก็จะช่วยให้เขาสามารถแสดงพฤติกรรมหรือมีการกระทําที่เหมาะสม ตลอดทั้งสามารถตระหนักถึงผลกรรมที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของเขา และเมื่อผู้รับ การปรับพฤติกรรมที่พฤติกรรมของเขาได้รับการปรับแล้วนั้น สามารถรู้จักการควบคุมตนเอง ความจําเป็นจะต้องอาศัยผู้ปรับพฤติกรรมต่อไปอีกนั้นก็ยุติลง
วิธีปรับพฤติกรรมนั้นมีด้วยกันอยู่หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มพฤติกรรม หมายถึง การที่พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิดขึ้นด้วยระดับความถี่ต่ํา นักปรับพฤติกรรมก็จะหาทางเพิ่มพฤติกรรมนั้นให้เกิดขึ้นด้วยความถี่ที่สูงขึ้น ประกอบด้วยการเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบ การลดพฤติกรรม ได้แก่ การที่พฤติกรรมเป้าหมายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และเกิดขึ้นด้วยความถี่ที่สูง นักปรับพฤติกรรมจะทําให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นด้วยความถี่น้อยลง หรือไม่เกิดขึ้นเลย ประกอบด้วยการลงโทษ การให้เวลานอก การปรับสินไหม การหยุดยั้งการให้การเสริมแรง การสร้างพฤติกรรมใหม่ ประกอบด้วยวิธีการต่าง ๆ หลายวิธี เช่น การแต่งพฤติกรรม และการให้ตัวแบบและการรักษาพฤติกรรมที่ได้ปรับแล้วให้คงอยู่ต่อไป โดยใช้วิธีให้การเสริมแรง คือให้การเสริมแรงแบบต่อเนื่องโดยให้แรงเสริมทุกครั้งที่พฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น และให้การเสริมแรงแบบเป็นครั้งคราวหรือแบบเว้นระยะ โดยให้แรงเสริมเป็นครั้งคราว ตามเงื่อนไขการให้การเสริมแรง