ประวัติความเป็นมาทางการศึกษา
ถึงแม้ว่ามีการกล่าวถึงประวัติทางด้านออทิซึมในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แต่ออทิซึมก็ไม่ได้เป็นที่รับรู้อย่างเป็นทางการ ซึ่งในเบื้องต้นยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับออทิซึม โดยเรียกบุคคลที่มีอาการออทิซึมว่าเป็นบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต (Mental Disorder) หรือเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) ในปี ค.ศ. 1912 ยูจีน บลิวเลอร์ (Eugene Bleuler) จิตแพทย์ชาวสวิสเซอร์แลนด์เป็นบุคคลแรกที่ชี้ให้เห็นรูปแบบของบุคคล ที่เป็นโรคจิตเภทว่ามีลักษณะที่หมกมุ่นกับตนเอง (Self-absorbed) และบลิวเลอร์เรียกบุคคลที่มีลักษณะหมกมุ่นกับตนเองว่า “ออทิซึม” (Autism) ซึ่งทำให้บลิวเลอร์เป็นบุคคลแรกที่ใช้คำว่า “ออทิซึม” แต่อย่างไรก็ตาม บลิวเลอร์ไม่ใช่เป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของออทิซึมที่จำแนกบุคคลที่มีอาการออทิซึมออกจากบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตและโรคจิตเภท
ในปี ค.ศ. 1943 ลีโอ คานเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์เด็กชาวออสเตรียน-อเมริกัน เป็นบุคคลแรกที่จำแนกออทิซึมออกจากความผิดปกติทางจิต คานเนอร์ได้อธิบายลักษณะของกลุ่มเด็ก 11 คนที่มีลักษณะเหมือนกัน คือมีปัญหากับการเปลี่ยนแปลง (Anguish with changes) มีปัญหากับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Problems with social interaction) การเลียนเสียงคำพูดที่เคยได้ยินมาก่อน (Delayed echolalia) มีความจำดี (Good memory) มีอาการไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากเกินไป (Overly sensitive to specific stimulants) หรือกับเฉพาะเสียงบางเสียง มีปัญหาเกี่ยวกับอาหาร (Problems with food) มีปัญหาด้านสัญชาตญาณ (Difficulty being spontaneous) มีศักยภาพทางสติปัญญาอย่างโดดเด่น (Notable intellectual potential) คานเนอร์ได้ให้คำนิยามพฤติกรรมของเด็กทั้ง 11 คน นี้ว่า “เออร์ลี อินแฟนไทล์ ออทิซึม” (Early Infantile Autism)
ใน ค.ศ. 1944 ฮันส์ อัสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์และจิตแพทย์ชาวออสเตรียน ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์กับกลุ่มเด็กที่เขาเรียกว่าโรคจิตออทิสติก (Autistic psychopaths) อัสเพอร์เกอร์ได้อธิบายลักษณะของเด็กกลุ่มดังกล่าวว่ามีลักษณะพิเศษหลายอย่างที่เหมือนกับเด็กกลุ่มที่คานเนอร์ศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม อัสเพอร์เกอร์ มิได้กล่าวถึงลักษณะพิเศษประการหนึ่ง คือการเลียนเสียง
คำพูดที่เคยได้ยินมาก่อน แต่เขากลับอธิบายว่าเด็กกลุ่มดังกล่าว มีการพูดเหมือนกับ “เด็กไร้เดียงสา (Little grown-ups) นอกจากนี้ อัสเพอร์เกอร์ยังได้กล่าวถึงความงุ่มง่ามในด้านทักษะ การเคลื่อนไหวของเด็กกลุ่มดังกล่าวซึ่งแตกต่างจากเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน ทั้งนี้สาเหตุที่เรียกเด็กกลุ่มออทิสติกที่มีความสามารถสูงว่ากลุ่มอาการอัสเพอร์เกอร์ เนื่องจากฮันส์ อัสเพอร์เกอร์มีบทบาทสำคัญในประวัติของออทิซึม
ในปี ค.ศ. 1960 จิตแพทย์ไมเคิล รัตเทอร์ (Michael Rutter) และคณะ ได้ร่วมกันทำวิจัยจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ได้ผลว่าพฤติกรรมที่ผิดปกติต่าง ๆ ที่เด็กออทิสติกแสดงออกมานั้น เป็นความผิดปกติของพัฒนาการที่สามารถสังเกตได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระยะแรกของวัยเด็ก สาเหตุมาจากความผิดปกติของหน้าที่ของสมองบางส่วนไม่ใช่มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่สบายใจขึ้น ในปีเดียวกันนี้ จิตแพทย์บางท่านมีความเห็นว่าโรคออทิซึมเป็นแบบหนึ่งของโรคจิตเภทในวัยเด็ก จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1970 จิตแพทย์โคลวิน ชาวอิสราเอลและคณะ ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างโรคออทิซึมกับโรคจิตเภทในวัยเด็กอย่างชัดเจน
ในปี ค.ศ. 1967 บรูโน เบทเทลฮีม (Bruno Bettelheim) นักจิตวิทยาเด็กชาวออสเตรียน-อเมริกัน และนักเขียน ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Empty Fortress” ภาวะออทิซึมในวัยทารก (Infantile autism) และจุดเริ่มต้นของการสนใจตัวเอง (Birth of the self) ในงานเขียนดังกล่าว เบทเทลฮีม อธิบายถึงการบำบัดสามชนิดสำหรับเด็กที่เขาเรียกว่า ออทิสติก โดยเบท เทลฮีม ได้กล่าวว่า โรคออทิสติก (Autistic disorder)
มีสาเหตุจากการป่วยของมารดา ซึ่งทำให้เขามีความเชื่อว่าผู้ปกครองไม่ควรมีส่วนร่วมในการบำบัดลูกออทิสติก ด้วยการขาดความเข้าใจที่ถูกต้องดังกล่าวได้ส่งผลให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความรู้สึกผิดและบางครั้งก็ได้รับคำตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของความบกพร่องของลูก
ในปี ค.ศ. 1970 ความรู้และงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับออทิซึมได้ขยายไปถึงประเทศสวีเดน โดยมูลนิธิเอริกาในประเทศสวีเดนได้เริ่มจัดการศึกษาและการบ าบัดสำหรับเด็กออทิสติก จากการศึกษาวิจัยในประเทศสวีเดนได้พบว่า ออทิซึมมีความซับซ้อนกว่าที่เคยรับรู้มาก่อนหน้านี้ ซึ่งช่วยน านักวิจัยก้าวไปสู่แนวทางใหม่ในการทำวิจัยเกี่ยวกับออทิซึม ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ออทิซึมที่นักวิจัยพบว่าอาการออทิซึมเกิดจากหลายสาเหตุ มิใช่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง
ในปี ค.ศ. 1980 มีการศึกษาวิจัยด้านออทิซึมอย่างจริงจัง และนักวิจัยหลายท่านเชื่อว่าออทิซึม มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งบางครั้งอาจมีสาเหตุร่วมกับปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosomal aberrations) การรบกวนต่อการเผาผลาญ (Metabolic disturbances) หรือการเจ็บป่วย (Illness)
ปี พ.ศ. 2537 ออทิสติกจัดอยู่ในกลุ่มการวินิจฉัยโรคที่เรียกว่า “Pervasive Developmental Disorders” ตามเกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ฉบับที่ 4 (DSM-IV, 1994) และปรับปรุง ปี พ.ศ. 2543 (DSM-IV-TR, 2000) ส่วนเกณฑ์การวินิจฉัยโรคขององค์การอนามัยโลก ฉบับที่ 10 ปรับปรุง ปี พ.ศ. 2554 (ICD-10, 2011) ก็ใช้ชื่อเดียวกันและใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับออทิสติกมีมากขึ้นจากผลการรวบรวมงานวิจัยทั่วโลก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การวินิจฉัยโรคใหม่ ซึ่งต่างไปจากเดิมพอสมควร และเรียกชื่อเดียวกันในทุกกลุ่มย่อยคือ เรียกว่า “Autism Spectrum Disorder” เป็นเกณฑ์ตามคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ฉบับที่ 5 (DSM-5) ซึ่งจะใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2556 (นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา, 2556)
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกในประเทศไทย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือบุคคลออทิสติกซึ่งเป็นคนพิการ 1 ใน 9 ประเภทตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (2552) โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่ให้ความช่วยเหลือบุคคลกลุ่มนี้ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานถึงระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดโอกาสให้เด็กออทิสติกเข้าเรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไปโดยรับนักเรียนออทิสติก เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2534 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์กับโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ฯ โดย ศ.พญ.เพ็ญแข ลิ่มศิลา
ในปีการศึกษา 2545 นักเรียนออทิสติกรุ่นแรกสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนกลุ่มนี้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโดยวิธีพิเศษ และในปัจจุบันมีนิสิตออทิสติกในโครงการฯ สำเร็จการศึกษาแล้ว จำนวน 8 ราย และหนึ่งในนั้นกำลังจะสำเร็จปริญญาโททางด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร
ในปี พ.ศ. 2546 มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบการเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น”
ปีการศึกษา 2554 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สนองนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการให้ความช่วยเหลือนิสิตกลุ่มนี้ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนออทิสติกและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่ศึกษาในสถาบันอื่น ๆ นอกเหนือจากโรงเรียนสาธิต แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าศึกษาต่อในโครงการรับตรง (โควตาพิเศษ) ของโครงการดำเนินการจัด
การศึกษา การวิจัยและการติดตามผลนิสิตออทิสติกและนิสิตที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีคณะและสาขาที่เปิดรับ คือคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาธุรกิจและคอมพิวเตอร์ศึกษา จำนวน 1 ราย สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา จำนวน 1 ราย คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา จำนวน 1 ราย และคณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จำนวน 1 ราย รวมทั้งสิ้น จำนวน 4 ราย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายจะดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้รับการศึกษาได้สูงสุดตามศักยภาพและสามารถน าความรู้ที่ได้ไปใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อตนเอง ครอบครัว และเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ระหว่างปีการศึกษา 2547-2549 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลออทิสติกในรูปแบบห้องเรียนคู่ขนาน โดยจัดการศึกษาให้กับเด็กออทิสติกกลุ่มที่มีความบกพร่องระดับรุนแรง (มีความบกพร่องทางพัฒนาการอย่างรุนแรง 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านสังคม 2. ด้านภาษาและการสื่อความหมาย และ 3. ด้านพฤติกรรมและอารมณ์) ที่ไม่สามารถเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้ จำนวน 53 ห้องเรียน ใน โรงเรียนเรียนร่วม 46 โรง กระจายอยู่ทุกภูมิภาค 24 จังหวัด และจัดจ้างครูผู้สอนประจำห้องเรียนคู่ขนานห้องเรียนละ 2 คน รวม 106 คนสำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินสลากพิเศษ 3 ตัวและ 2 ตัว จำนวนทั้งสิ้น 20 ล้านบาท ซึ่งจะกล่าวถึงการดำเนินงานโดยย่อตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 จนถึงปัจจุบัน ดังนี้
1. ปีการศึกษา 2547 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษได้พัฒนาครูประจำห้องเรียนคู่ขนานให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะในการพัฒนาบุคคลออทิสติก เพื่อประจำห้องเรียนคู่ขนานห้องเรียนละ 2 คน รวม จำนวน 106 คน
2. จัดทำหลักสูตรและแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามกลุ่มทักษะ 6 ทักษะ ได้แก่ ทักษะทางภาษาและการสื่อสาร ทักษะทางพฤติกรรมและอารมณ์ ทักษะทางสังคม ทักษะทางการรับรู้และเคลื่อนไหว ทักษะการดูแลช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และทักษะทางวิชาการให้กับครูห้องเรียนคู่ขนานใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานักเรียนออทิสติก