การสอนที่มีการจัดโครงสร้าง (Structured Teaching)

Submitted by กรรณิการ์ on Mon, 04/27/2020 - 07:53

การสอนที่มีการจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบ (Structured Teaching)

      Structured Teaching เป็นเครื่องมือที่ช่วยบุคคลที่เป็นออทิสติกให้มีความเข้าใจสภาพแวดล้อมและสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ในภาพแวดล้อมนั้นได้ด้วยตนเองด้วยการใช้ประโยชน์จากส่วนที่เป็นจุดแข็งของเด็กออทิสติกที่มีอยู่ในตัวแล้ว เพื่อช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถเข้าใจและจัดการเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันได้ Structured Teaching ไม่ใช่การบำบัดหรือการรักษา แต่เป็นยุทธศาสตร์หรือเครื่องมือที่ช่วยเสริม เป็นการออกแบบที่มุ่งให้ความสนใจกับจุดแข็ง ทักษะ ความสนใจและความต้องการจำเป็นพิเศษที่เป็นรูปแบบเฉพาะบุคคล

เป้าหมายของ Structured Teaching

      เป้าหมายของ Structured Teaching คือการส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และความเข้าใจในความหมายของโครงสร้าง/ระบบของงาน และสภาพแวดล้อมตลอดช่วงชีวิตของบุคคลออทิสติก ถึงแม้ว่าบุคคลจะเติบโต และเข้าใจในโครงสร้างดังกล่าวแล้ว ก็ไม่สามารถลดหรือตัดโครงสร้างดังกล่าวออกได้เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อาจต้องปรับให้เหมาะสมได้ ซึ่งไม่ต่างจากบุคคลที่มีปัญหาทางสายตาที่จำเป็นต้องใส่แว่นตาเพื่อให้สามารถมองเห็นได้ดี Structured Teaching เป็นยุทธศาสตร์ไม่ใช่การเยียวยารักษา หรือการช่วยทำให้ออทิซึมหายไป และไม่ใช่วิธีการที่ทำให้บุคคลออทิสติกดูปกติ ปรัชญาของ Structured Teaching อยู่บนพื้นฐานของการพยายามทำความเข้าใจว่า บุคคลออทิสติกมองโลกอย่างไรและยอมรับในความแตกต่างของเขา ด้วยปรัชญานี้ มองว่าออทิซึม เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป และ Structured Teaching คือ การสร้างสะพานเชื่อมวัฒนธรรมของเขามาสู่วัฒนธรรมของเราเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีซึ่งกันและกัน Structured Teaching มุ่งเน้นการสื่อสารที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปสู่พัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้น แต่มิใช่โปรแกรมการรักษาที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา

องค์ประกอบของ ‘Structured teaching’

      การจัดองค์ประกอบพื้นฐานของ Structured teaching มีการจัดที่แตกต่างกันเพื่อความเหมาะสมของแต่ละสถาบัน เช่น Autism Resource Center: ARC (ARC 2011) ของประเทศสิงค์โปร ได้แบ่งองค์ประกอบของ Structured teaching เป็น 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การจัดโครงสร้างทางกายภาพ (Physical Structure) การจัดตารางที่มีภาพประกอบ (Visual Schedules) การจัดระบบงาน (Work System) โครงสร้างที่มองเห็นได้ (Visual Structure) และการช่วยเหลือโดยใช้ภาพประกอบ (Visual support) ในขณะที่สถาบันวิจัยด้านออทิซึม (Autism Research Institute 2012) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดองค์ประกอบของ Structured teaching ไว้ 5 องค์ประกอบ ซึ่งมีความแตกต่างเล็กน้อยดังนี้ การจัดโครงสร้างทางกายภาพ (Physical Structure) การจัดตาราง (Scheduling) การจัดระบบงาน (Work System) กิจวัตร (Routine) และโครงสร้างที่มองเห็นได้ (Visual Structure) 
      Structured teaching ตามแนวทางของ TEACCH Autism Program สหรัฐอเมริกา ซึ่งแบ่งออกเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน 3 องค์ประกอบ คือ การจัดโครงสร้างทางกายภาพ (Physical Structure) การจัดตารางที่มีภาพประกอบ (Visual Schedules) และองค์ประกอบด้านการสอน (Teaching Components) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การจัดโครงสร้างทางกายภาพ (Physical Structure)

      การจัดโครงสร้างทางกายภาพ คือ วิธีการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพของบุคคล ที่ให้ความสำคัญกับการจัดวางฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ที่ใหนและอย่างไรในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ห้องเรียน สนามเด็กเล่น บริเวณที่ทำงาน ห้องนอน ทางเดิน ห้องน้ำ ห้องอาหาร สำหรับคู่มือฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญของโครงสร้างของ ห้องเรียน
      โครงสร้างของห้องเรียนเป็นส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับนักเรียนออทิสติก การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ หรือชั้นเรียนอาจช่วยหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอิสระ ความเข้าใจในข้อจำกัด และการอยู่ร่วมกับกฎและระเบียบของชั้นเรียนของนักเรียน ดังนั้น ในการวางแผนการจัดห้องเรียนจึงควรคำนึงถึงข้อจำกัดของนักเรียนออทิสติก เพื่อให้ห้องเรียนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ เด็กออทิสติกหลายคนมีปัญหาในการจัดระบบ ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ไหน และจะไปที่นั้น ๆ ได้อย่างไร เนื่องจากข้อ จำกัดในการรับรู้ทางด้านภาษาทำให้นักเรียนไม่สามารถเข้าใจในทิศทาง หรือกฎระเบียบ แต่ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมให้มีโครงสร้างอย่างเป็นระบบจะช่วยให้นักเรียนสามารถใช้จุดแข็งของตนเอง คือ การเรียนรู้ผ่านทางการเห็นในการสร้างความเข้าใจในหน้าที่ของตนเองในแต่ละส่วนของสภาพแวดล้อมนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามนักเรียนออทิสติกบางคนอาจถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้โดยสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อม ครูจึงจำเป็นต้องประเมินให้ได้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่อาจมาดึงความสนใจของนักเรียนออกไป แล้ววางแผนการจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้ปราศจากสิ่งที่มาเบี่ยงเบนความสนใจของนักเรียนในขณะทำกิจกรรม
      การจัดห้องเรียน
      1) บริเวณที่นั่งเรียนหรือทำงานไม่ควรให้อยู่ใกล้กับสิ่งที่อาจมาเบี่ยงเบนความสนใจของนักเรียน เช่น กระจกเงา และหน้าต่าง แต่ถ้าเลือกไม่ได้ครูอาจนำผ้าม่านหรือแผ่นฉากมาปิดเพื่อลดสิ่งที่รบกวน
      2) จัดให้บริเวณที่เรียนอยู่ใกล้กับชั้นหรือตู้เก็บของ เพื่อให้สามารถหยิบใช้สิ่งของได้สะดวก ตู้เก็บของที่สร้างติดผนังก็สะดวกต่อการใช้งาน

      3) ฝาผนังบริเวณที่ใช้เรียนหรือทำงานควรว่างเปล่า ที่นั่งของนักเรียนควรหันหน้าเข้าหาผนังที่ว่าง เพื่อช่วยลดสิ่งที่มารบกวนสมาธิของนักเรียน
      4) สิ่งสำคัญ โต๊ะเก้าอี้ของนักเรียนควรมีขนาดที่เหมาะสมกับตัวนักเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนทำงานได้สะดวก
      5) จัดบริเวณสำหรับเวลาอิสระ เช่น ที่เล่น ที่อ่านหนังสือ แต่ไม่ควรให้อยู่บริเวณทางออกซึ่งช่วยให้ครูไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะหนีออกไป
      6) เราอาจใช้แผ่นเทปติดบนพื้น ฉากกั้น ชั้นวางหนังสือ พรม หรือการจัดโต๊ะ เพื่อช่วยในการแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น บริเวณที่ปูพรมใช้เป็นที่อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมที่นักเรียนชอบในเวลาว่าง ข้อควรจำเด็ก ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่บริเวณใด ๆ ที่มิใช่ช่วงเวลานั้นแม้แต่ในช่วงเวลาพกย่อย ๆ
      7) ครูอาจใช้แผ่นพรมขนาดเล็กวางไว้ที่พื้นตรงอ่างล้างหน้าหรือที่ล้างชาม เพื่อให้เด็กทราบตำแหน่งที่ต้องยืนในขณะล้างหน้า/ชาม
      8) อุปกรณ์ต่าง ๆ ควรจัดทำเครื่องหมาย/สัญลักษณ์ หรือจัดเตรียมให้เหมาะสมกับระดับของนักเรียน ให้นักเรียนรับรู้ว่าอุปกรณ์ชิ้นใดเป็นของนักเรียนคนใด ชิ้นไหนเป็นของครู อุปกรณ์บางชิ้นไม่ควรนำมาเล่นในช่วงเวลาว่าง โดยการติดรูปภาพหมายเลข สี รหัส เป็นต้น เพอช่วยให้เด็กพึ่งพาตนเองในการหยิบใช้สิ่งของ
      พื้นที่จัดกิจกรรมกลุ่ม จำเป็นต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน มีฉากบังเพื่อป้องการสิ่งรบกวนสมาธิ การวางแผนการจัดห้องเรียนต้องคำนึงถึงความแตกต่างและความต้องการจำเป็นของนักเรียนเป็นหลัก หมายความว่า ในหนึ่ง ห้องเรียนอาจมีถึงสามบริเวณ เช่น บริเวณที่ขนาบด้วยชั้นเก็บของเป็นพื้นที่ทำงาน โต๊ะเรียนที่อยู่ตรงกลางเป็นที่นั่งสำหรับนักเรียนที่มีสมาธิดี และสำหรับนักเรียนออทิสติกควรจัดโต๊ะเรียนให้อยู่ด้านหน้ากำแพงที่ว่างเปล่า พร้อมทั้งมีแผ่นเทปติดที่พื้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงขอบเขตของโต๊ะเรียนของนักเรียน บริเวณที่สามเป็นบริเวณที่มีฉากกั้นทั้งสองข้างแล้วหันหน้าเข้าสู่ผนังห้องที่ว่างเปล่าอีกส่วน เด็กที่ทำงานบริเวณนี้ควรเป็นเด็กที่ถูกรบกวนได้ง่ายโดยไม่ว่าคนอื่น ๆ กำลังทำอะไรอยู่ และมีพฤติกรรมที่ชอบรบกวนผู้อื่นในขณะทำงาน ดังนั้น รูปแบบหรือโครงสร้างของห้องเรียนที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้นั้น ต้องได้จากการประเมิน และวางแผนอย่างรอบคอบ และเมื่อเด็กแสดงให้เห็นพัฒนาการหรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น เราจึงค่อย ๆ ลด โครงสร้างทางกายภาพลงทีละน้อย

โต๊ะทำงานนักเรียนออทิสติก

 

2. ตารางที่มีภาพประกอบ (Visual Schedules)

      ตารางเวลาประจำวันที่มีภาพประกอบ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดสภาพแวดล้อม ตารางที่มีภาพประกอบจะเป็นตัวบอกนักเรียนออทิสติกให้รู้ว่าในแต่ละวันมีกิจกรรมอะไรบ้าง และต้องร่วมทำกิจกรรมอะไรก่อน-หลัง

1) ความสำคัญของตารางที่มีภาพประกอบต่อนักเรียนออทิสติก
      (1) ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเกี่ยวกับการจำที่เป็นลำดับขั้น และการจัดการเกี่ยวกับเวลาของนักเรียน
      (2) ช่วยแก้ปัญหาด้านความเข้าใจทางภาษาเพื่อให้นักเรียนเข้าใจความคาดหวังของครูหรือบุคคลอื่น ที่มีต่อนักเรียนในการทำกิจกรรม

      (3) ลดระดับความวิตกกังวลของนักเรียนออทิสติก เพื่อลดปัญหาพฤติกรรมท้าทายที่อาจเกิดขึ้น โดยการจัดโครงสร้างเวลาเรียนให้ชัดเจนเพื่อช่วยให้นักเรียนจัดการและคาดหมายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวันได้ ซึ่งตารางเวลาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ (นักเรียนเข้าใจได้ว่า “เมื่อนักเรียนทำงานเสร็จก็จะได้พัก”) นอกจากนี้ ยังช่วยให้นักเรียนเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
      (4) ช่วยให้นักเรียนสามารถเปลี่ยนจากกิจกรรม/สภาพแวดล้อมหนึ่งไปสู่กิจกรรม/สภาพแวดล้อมหนึ่ง (Transitioning) ได้ด้วยตนเอง โดยตารางจะบอกนักเรียนว่าจะไปที่ไหนหลังจากทำกิจกรรมหนึ่งเสร็จ ตารางที่มีภาพประกอบสามารถนำไปใช้ได้ในทุกสภาพแวดล้อม เช่น ห้องเรียน โรงพลศึกษา ห้องกิจกรรมบำบัด และบ้าน
      (5) ตารางที่มีภาพประกอบอยู่บนพื้นฐานของ “ยุทธศาสตร์ทำอะไรก่อนและหลังจากนั้นทำอะไร” (First-then strategy) เช่น “นักเรียนทำกิจกรรม....ก่อนแล้วนักเรียนจึงทำ....” ในยุทธศาสตร์นี้ เป็นการช่วยให้นักเรียนรับรู้ว่าตนเองถูกคาดหวังให้ทำอะไรในกิจกรรมแรก (งานที่ได้รับมอบหมาย) แล้วหลังจากนั้น นักเรียนสามารถเปลี่ยนไปสู่กิจกรรมต่อไป ดังที่ปรากฏในตารางภาพของตนเอง
      (6) สามารถรวมการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเข้าไว้ในตารางประจำวันของนักเรียน เช่น การแสดงงาน นักเรียนทำเสร็จให้กับครู/ผู้ปกครองเพื่อให้ได้การเสริมแรงเชิงสังคม (เก่งมาก)
      (7) ใช้สร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียนในการทำงานที่นักเรียนชอบน้อยที่สุดให้ประสบความสำเร็จได้ เช่น การจัดให้นักเรียนได้เล่นคอมพิวเตอร์หลังจากทำโจทย์คณิตศาสตร์เสร็จไว้ในตารางเวลา ซึ่งช่วยสร้าง
แรงจูงใจให้นักเรียนรับรู้ว่าเมื่อเขาทำโจทย์คณิตศาสตร์เสร็จ เขาจะได้เล่นคอมพิวเตอร์ 
      ตารางที่มีภาพประกอบที่สร้างขึ้นต้องนำไปสอนและใช้กับนักเรียนออทิสติกโดยตรงและอย่างต่อเนื่อง นักเรียนออทิสติกไม่สามารถเข้าใจความหมายของตารางเวลาที่มีภาพประกอบที่ครูสร้างขึ้นได้ ครูและนักเรียนควรร่วมกันทำตารางขึ้นด้วยกัน การนำตารางมาใช้อย่างต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นทักษะสำคัญต่อการดำรงชีวิตอิสระที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตทั้งในสภาพแวดล้อมของ
โรงเรียน บ้าน และชุมชน

2) การจัดทำตารางที่มีภาพประกอบ
      โดยทั่วไปแล้วการจัดวางตารางอาจทำได้ 2 รูปแบบ คือ บนลงล่าง และซ้ายไปขวา ซึ่งในตารางดังกล่าวต้องมีส่วนที่แสดงวิธีที่นักเรียนบ่งชี้ว่ากิจกรรมหนึ่ง ๆ เสร็จลงแล้ว หรือนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จหมดทุกกิจกรรมแล้ว เช่น ใช้ใช้ปากกาทำเครื่องหมายกากบาทงานที่ทำเสร็จแล้ว หรือหยิบสัญลักษณ์ของกิจกรรม ใส่ลงในกล่องที่แสดงว่าจบกิจกรรมแล้ว (Finished box) นอกจากนี้การจัดทำตารางที่มีภาพประกอบควรพิจารณาในสิ่งต่อไปนี้
      (1) ในแต่ละตารางควรมีภาพสัญลักษณ์ของกิจกรรมอย่างน้อยสองภาพ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่า กิจกรรมต่าง ๆ มีการดำเนินการเป็นลำดับขั้นก่อน-หลัง
      (2) การออกแบบตารางควรใช้รูปแบบที่หลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับความต้องการจำเป็นของนักเรียนแต่ละคน เช่น ตารางที่ใช้วัตถุจริงแสดงกิจกรรม ตารางที่เป็นคริปบอร์ด ตารางที่ใช้แถบตีนตุ๊กแก (Velcro) ยึดติดที่หัวมุมโต๊ะเรียน ตารางที่ทำจากแฟ้มสามห่วง
      (3) เลือกใช้สัญลักษณ์ของกิจกรรมที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคล ซึ่ง ประกอบด้วยวัตถุจริง รูปภาพ ภาพวาด ภาพในโฆษณา เป็นต้น

3) ตารางส่วนบุคคล
      ตารางส่วนบุคคลมีความจำเป็นสำหรับนักเรียนออทิสติก เนื่องจาก;
      (1) ตารางส่วนบุคคลจะให้ข้อมูลสำคัญที่มองเห็นได้สำหรับนักเรียนออทิสติก เพื่อช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจและคาดหมายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวันได้
      (2) การจัดทำตารางส่วนบุคคลสำหรับนักเรียนออทิสติก จำเป็นต้องคำนึงถึงความเฉพาะบุคคล ตัวอย่าง นักเรียนที่ชอบเวลาพักเพื่อไปเล่นคอมพิวเตอร์ เมื่อนักเรียนเห็นภาพคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตอนเช้า เขาอาจต้องการหนีจากกิจกรรมที่ต้องทำเพื่อไปเล่นคอมพิวเตอร์ ดังนั้น เพื่อลดความวิตกกังวลของนักเรียน ตารางของนักเรียนอาจถูกจัดวางแค่ 2-3 กิจกรรมในแต่ละครั้งจนถึงเวลาพักเพื่อไปเล่นคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ การจัดทำตารางสำหรับนักเรียนออทิสติก จำเป็นต้องคำนึงถึงความเฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ

4) การเช็คตาราง
      นักเรียนออทิสติก จำเป็นต้องเรียนรู้การเช็คตารางของตนเอง การเช็คตารางเป็นการช่วยให้นักเรียนรู้ว่ากิจกรรมที่ตนเองทำสำเร็จแล้วและจะต้องทำกิจกรรมอะไรต่อไป ซึ่งเป็นการช่วยให้นักเรียนเปลี่ยนจาก กิจกรรมหนึ่งไปสู่กิจกรรมหนึ่งตามตารางในแต่ละวันได้ด้วยตนเอง การเช็คตารางเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ นักเรียนเห็นความสำคัญของตาราง และสามารถใช้ตารางในบริหารการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง
(https://www. dotolearn.com)

5) การเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่กิจกรรมต่อไป
      นักเรียนออทิสติกบางคน จำเป็นต้องนำสัญลักษณ์ของกิจกรรม (แผ่นภาพหรือวัตถุ) ในตารางของตนเองไปยังสถานที่ทำกิจกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำให้เขวจากสิ่งกระตุ้นในสภาพแวดล้อมนั้น ทั้งนี้ความสามารถในการจดจ่อ/สนใจกับสิ่งที่ต้องทำมิได้ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถทางสติปัญญาหรือทักษะการพูด ดังนั้น นักเรียนออทิสติกที่มีระดับความสามารถสูงแต่ถูกทำให้เขวได้ง่ายอาจจำเป็นต้องมีการจัดการ
เกี่ยวกับการเปลี่ยนกิจกรรมในทุกกิจกรรมตาราง โดยนำแผ่นภาพกิจกรรมจากตารางของตนไปยังบริเวณที่จัดกิจกรรมถัดไป ในขณะที่นักเรียนที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่า แต่มีระดับการถูกทำให้เขวต่ำกว่าไม่จำเป็นต้องนำแผ่นภาพไปยังบริเวณที่ทำกิจกรรม ด้วยเหตุนี้การวางแผนการเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่กิจกรรมถัดไป ขึ้นอยู่กับการถูกทำให้เขว

3. องค์ประกอบด้านการสอน (Teaching Components)

      องค์ประกอบด้านการสอนประกอบด้วย การจัดระบบงาน (Work System) และการจัดโครงสร้างที่มองเห็นได้ (Visual Structure) การสอนผ่านทางการเห็น (Visual Instructions) การจัดระบบที่มองเห็นได้ (Visual Organization) การสร้างความชัดเจนที่มองเห็นได้ (Visual Clarity) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

3.1 การจัดระบบงาน (Work System)
การจัดระบบงาน หมายถึง การนำเสนองาน/อุปกรณ์ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยให้ นักเรียนเรียนรู้การทำงานได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องใช้การชี้นำหรือการกระตุ้นเตือนจากผู้ใหญ่ การจัดระบบงานสามารถนำไปใช้ได้ในงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น งานวิชาการ ทักษะการดำรงชีวิต การใช้เวลาว่างและนันทนาการ ในแต่ละการจัดระบบงานควรอยู่ในกรอบของคำถาม 4 คำถาม ดังนี้
      1) นักเรียนต้องทำงานอะไรให้เสร็จ (What is the work to be done?) เช่น การแยกชนิดสิ่งของตามสี การบวก/ลบเลขสองหลัก การทำไข่เจียว การแปรงฟัน
      2) ทำงานมากน้อยเท่าไร (How much work?) เป็นการใช้ภาพอธิบายให้นักเรียนรู้ว่า นักเรียนต้องทำงานมากน้อยเท่าไร ตัวอย่าง ถ้าต้องการให้นักเรียนตัดกระดาษรูปเต่า 10 รูป ครูไม่ควรยกกองกระดาษรูปเต่าทั้งกองให้นักเรียนแล้วคาดหวังให้นักเรียนจะนั่งตัดรูปเต่าและนับด้วยตนเอง เนื่องจากความไม่ชัดเจนของปริมาณงานที่นักเรียนต้องทำ จะส่งผลให้นักเรียนเกิดความวิตกกังวลและคับข้องใจ ดังนั้นครูต้อง
จัดการจัดระบบงานให้ชัดเจน โดยควรจัดเตรียมอุปกรณ์ที่นักเรียนจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน/กิจกรรมหนึ่ง ๆ เพื่อลดความสับสนในการทำความเข้าใจว่านักเรียนต้องทำงานอะไร และปริมาณงานที่ต้องทำให้เสร็จเท่าไร
      3) นักเรียนทำงานเสร็จเมื่อไร (When am I finished?) นักเรียนจำเป็นต้องรับรู้ด้วยตนเอง ว่าเมื่อไรเขาทำงาน/กิจกรรมเสร็จ ซึ่งด้วยตัวของงาน/กิจกรรมเอง อาจระบุได้ว่างาน/กิจกรรมนั้นเสร็จเมื่อไร หรืออาจใช้เครื่องบอกเวลาหรือสิ่งบ่งชี้ที่มองเห็นได้ เช่น จุดสีแดงที่ใช้ระบุว่าเมื่อทำงานตามใบงานหนึ่งถึงจุดสีแดง แสดงว่านักเรียนทำงานเสร็จแล้วและหยุดทำงาน/กิจกรรมได้
      4) สิ่งที่จะตาม (What comes next?) โดยทั่วไปจะเป็นตัวเสริมแรงที่มีแรงจูงใจสูงให้นักเรียนทำงาน/กิจกรรมเสร็จซึ่งนักเรียนแต่ละคนต้องการตัวเสริมแรงที่แตกต่างกัน เช่น นักเรียนบางคนต้องการเพียงการสัมผัสที่ไหล่ เพื่อรับรู้ว่าครูพึงพอใจในงานของนักเรียน หรือบางคนต้องการเวลาพักหรือเวลาทำกิจกรรมตามความสนใจ 
      จากประสบการณ์การทำงานกับนักเรียนออทิสติก พบว่า การใช้การจัดระบบงาน (Work System) ช่วยให้นักเรียนทำงานที่ได้รับมอบได้อย่างประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนรู้ว่า เขาต้องทำอะไร มากน้อยเท่าไร และงานจบอย่างไร
รูปแบบของการจัดระบบงานมีหลากหลายรูปแบบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
      ตัวอย่าง 1 การจัดเรียงระบบงานจากซ้ายไปขวา และตามด้วยตะกร้า/กล่องที่ใช้วางงานที่ทำเสร็จแล้ว เป็นรูปแบบที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุดของการจัดระบบงาน ซึ่งวิธีการจัดเรียงดังกล่าว ประกอบด้วย การจัดวางสิ่งของในรายการที่ต้องทำให้สมบูรณ์ไว้ด้านซ้ายของโต๊ะทำงานของนักเรียน ซึ่งอาจวางอยู่ในชั้นวางของในแฟ้มหรือตระกร้า นักเรียนจะได้รับการสอนให้นำสิ่งของที่อยู่ด้านซ้ายมาทำงานตามเป้าหมายตรงกลางของโต๊ะทำงานด้านหน้าของนักเรียน เมื่อทำชิ้นงานนั้นเสร็จแล้วให้นำชิ้นงานนั้นใส่ลงในตระกร้าใส่งานที่ทำเสร็จแล้ว (Finished basket)

      ตัวอย่าง 2 การจัดระบบงานที่ใช้การจับคู่ สี รูปร่าง ตัวอักษร หรือตัวเลข โดยบนโต๊ะของนักเรียน อาจติดหมายเลข หรือวงกลมสีต่าง ๆ โดยติดในแนวตั้ง แล้วให้นักเรียนนำหมายเลขหรือวงกลมสีที่อยู่ด้านบนสุดของแถวมาจับคู่ที่กล่องกิจกรรม (มีตัวเลขหรือวงกลมสีเดียวกัน) หลังจากนั้นให้นักเรียนทำกิจกรรม/งานนั้นจนสำเร็จ แล้วนำกิจกรรม/งานที่สมบูรณ์แล้วไปไว้ยังกล่องที่เก็บงาน หลังจากนั้นให้นักเรียนกลับไปดูที่ตัวเลข/หรือวงกลมสีแล้วปฏิบัติเช่นเดียวกันจนครบ
      ตัวอย่าง 3 การจัดระบบงานด้วยการเขียน ครูจะใช้การเขียนหรือจัดพิมพ์เป็นใบรายการของงาน ที่นักเรียนต้องทำให้เสร็จตามลำดับของงาน การจัดระบบงานด้วยการเขียนเป็นการจัดระบบงานในระดับสูงสุด

3.2 การจัดโครงสร้างที่มองเห็นได้ (Visual Structure)
      ในที่นี้ขอใช้ Visual Structure ทับศัพท์ เพื่อสะดวกต่อความเข้าใจ Visual Structure เป็นวิธีการจัดวางหรือนำเสนอกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถทำกิจกรรมได้ตามขั้นตอนถูกต้อง สมบูรณ์ เนื่องจากนักเรียนออทิสติกมีจุดแข็งทางด้านการเห็น จึงจำเป็นต้องอาศัยการชี้นำทางสายตา และการสอนที่ผ่านทางการเห็นมากกว่าการใช้คำพูด เพื่อให้ข้อมูลและสร้างความชัดเจนในสิ่งที่ครูต้องการให้นักเรียนปฏิบัติ ดังนั้นการช่วยให้นักเรียนออทิสติกเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนได้จำเป็นต้อง:
      1) งาน/กิจกรรมต้องมีความชัดเจน และมีความหมายที่เข้าใจได้
      2) นักเรียนต้องไม่รอคอยการกระตุ้นเตือนด้วยวาจา/ทางกาย เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าต้องทำอะไร
      3) นักเรียนอาศัยจุดแข็งของตนเอง นั่นคือ ช่องทางการเห็น
      4) นำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญ คือ การพึ่งพาตนเอง และประสบความสำเร็จ
      เป้าหมายของ Visual Structure 
      Visual Structure มีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ประการ คือ
      1) ช่วยให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม และทำงาน/กิจกรรมให้ประสบความสำเร็จ
      2) ช่วยให้นักเรียนสามารถทำงาน/กิจกรรมได้ด้วยตนเอง
      3) ช่วยให้นักเรียนมีความยืดหยุ่น เมื่อปฏิบัติตามการสอนที่แสดงให้นักเรียนมองเห็นภาพได้ ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนขาดความยืดหยุ่น ดังนั้นเราจำเป็นต้องช่วยให้นักเรียนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการปฏบัติตามตารางด้วยวิธการที่ยืดหยุ่น
      องค์ประกอบของ Visual Structure ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 3 องค์ประกอบ คือ
      1) การสอนผ่านทางการเห็น (Visual Instructions)
      2) การจัดระบบที่มองเห็นได้ (Visual Organization)
      3) การสร้างความชัดเจนที่มองเห็นได้ (Visual Clarity)

3.3 การสอนผ่านทางการเห็น (Visual Instructions)
      การสอนผ่านทางการเห็นเป็นการสอนที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าใจว่าตนเองต้องทำอะไร มีการเริ่มต้นตามขั้นตอน และจบลงที่จุดสิ้นสุดของกิจกรรม ประเภทของ Visual Instruction มี 5 ประเภท คือ
      1) ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ (Product Sample) เป็นการแสดงผลิตภัณฑ์ที่ประกอบสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติตาม เช่น ตัวอย่างงานที่ทำเสร็จแล้ว รูปในกล่องเฟอร์นิเจอร์ที่เราต้องประกอบตามเอง เป็นต้น
      2) ภาพร่าง หรือรูปภาพตัดเป็นชิ้น (Outline or Cut Jig) เป็นภาพเงา รูปภาพที่ตัดเป็นชิ้นที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจว่า ภาพหรือวัตถุหนึ่ง ๆ จะต้องวางในตำแหน่งไหน เช่น ภาพเงาจาน ช้อน แก้วน้ำ ที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งของชิ้นใดควรวางในตำแหน่งไหน
      3) การใช้อุปกรณ์แสดงกิจกรรม/งาน (Materials Presentation) การจัดวางส่วนประกอบของงานให้เป็นลำดับขั้น และวัสดุที่ประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้วไว้ในกล่องสุดท้าย (ชิ้นงานที่เป็นเป้าหมาย) เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจขั้นตอนการทำงาน และรูปร่างที่เสร็จสมบูรณ์มีลักษณะอย่างไร 
      4) การใช้คำสั่งในรูปการเขียน (Written Instruction) ในที่นี้อาจเป็นการเขียนหรือใช้รูปภาพ หรือการผสมผสานภาพกับการเขียน เพื่อแสดงขั้นตอนการทำงานให้สมบูรณ์ หรือลำดับขั้นของกิจกรรม เช่น ขั้นตอนการล้างมือ การแต่งตัว

3.4 การจัดระบบที่มองเห็นได้ (Visual Organization)
      การจัดระบบที่มองเห็นได้เป็นการจัดพื้นที่หรือการจัดวางอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มความสนใจและการพึ่งพาตนเองของนักเรียน ประเภทของการจัดระบบที่มองเห็นได้มี 4 ประเภท ดังนี้
      1) การใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อจัดวางส่วนประกอบให้เป็นระบบ (Containers to Organize Material) เป็นการจัดวางส่วนประกอบต่าง ๆ ของการทำชิ้นงานให้แยกอยู่ในภาชนะที่แตกต่างกัน หรือจัดแยกส่วนประกอบให้บรรจุอยู่ในภาชนะตามตัวอักษร โดยไม่ปล่อยให้ส่วนประกอบของชิ้นวางรวมอยู่ในในบรรจุภัณฑ์เดียวกัน
      2) การจัดวางอุปกรณ์แยกเป็นส่วนที่มั่นคง (Segmenting and Stabilizing Materials) เป็นการจัดวางอุปกรณฑ์บนถาด เพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน เช่น การจัดวางแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และถ้วยน้้ำไว้แยกจากกันในแต่ละภาชนะตามขั้นตอน สำหรับในงานด้านวิชาการ เช่น ใบงานจะถูกจัดให้อยู่ในแฟ้มที่แข็งแรง
      3) การจำกัดพื้นที่ (Limit the Area) การใช้กาวเทปมาติด เพื่อกำหนดพื้นที่ที่นักเรียนต้องทำงาน/กิจกรรม เช่น การใช้กาวเทปติดเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อแสดงพื้นที่ที่นักเรียนต้องกวาดพื้น ใช้เทปกาวติดเป็นวงกลมเพื่อแสดงพื้นที่การเล่นยามว่าง เป็นต้น
      4) การยึดชิ้นวัตถุให้มั่นคง (Stabilize Items) การใช้กาว ตีนตุ๊กแก กาวสองหน้า เพื่อยึดวัตถุที่ใช้ในการทำกิจกรรม เพื่อป้องกันการตกหล่น หรือสับสนในการเริ่มกิจกรรมตรงจุดไหนก่อน

3.5 การสร้างความชัดเจนที่มองเห็นได้ (Visual Clarity)
      การสร้างความชัดเจนที่มองเห็นได้ เป็นการช่วยให้นักเรียนมุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือระบุส่วนสำคัญที่สุดของแต่ละงาน/กิจกรรม ซึ่งสามารถทำได้ 5 วิธี คือ การลดอุปกรณ์ให้เหลือน้อยที่สุด การใช้รหัสสี การเน้นให้เห็นเด่นชัด การติดชื่อ (รูปภาพบวกกับการเขียนคำประกอบ) และแสดงจำนวน 

      สรุปได้ว่า ‘Structured teaching’ ช่วยให้บุคคลออทิสติกสามารถเรียนรู้เข้าใจในความคาดหวังของห้องเรียนที่มีต่อตัวเขาได้ และรู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไร มากน้อยเพียงไร เริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน และต้องทำอะไรต่อไป Structured teaching ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ประการดังนี้
      1) มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน และอธิบายได้ ใน ‘Structured teaching’ มุ่งเน้นในการช่วยให้บุคคลออทิสติกเข้าใจสิ่งที่เขาต้องทำและทำให้นักเรียนมีความชัดเจนจากมุมมองของเขาด้วยความชัดเจนดังกล่าวสามารถช่วยลดพฤติกรรมที่เกิดจากการสับสนได้
      2) การใช้จุดแข็งของบุคคลออทิสติก ‘Structured teaching’ คือ ความถูกต้องชัดเจน ทำนายได้ ความพิถีพิถัน และทำซ้ า ๆ ทุกสิ่งที่ปกติแล้วมีความสำคัญกับบุคคลออทิสติก ให้เขาได้แสดงความเป็นอัจฉริยะที่เขามี
      3) การทำให้สงบและลดความวิตกกังวลในโครงสร้างที่ทำนาย/คาดหมายได้ สามารถช่วยลดความวิตกกังวลให้กับบุคคลออทิสติกส่วนใหญ่ได้ พวกเขาเรียนรู้ว่าเขาสามารถไว้วางใจและพึ่งระบบได้ (Autism Resource Center, 2009)
      นอกจากนี้ Structured teaching เป็นแนวทางที่ช่วยให้นักเรียนออทิสติกเรียนรู้กระบวนการการทำงานที่ต้องมุ่งความสนใจไปที่สิ่งบ่งชี้ที่มองเห็นได้ ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถทำงาน/กิจกรรมได้ด้วยตนเอง