วิธีการสอนเด็กออทิสติก (Teaching Methods)

Submitted by คณาธิป on Fri, 02/21/2020 - 22:16

วิธีการสอนเด็กออทิสติก (Teaching Methods)

      มีวิธีการสอนที่เป็นที่ยอมรับ ที่ช่วยกระตุ้น ให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมใหม่ ๆ ได้แก่ เทคนิคการปรับแต่ง (Shaping) การกระตุ้นเตือน (Prompting) การลดการกระตุ้นเตือน (Prompt Fading) และวิธีการสอนแบบ “Discrete-Trial Methods” การเลือกวิธีการสอนดังกล่าวคุณครูต้องเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับความสามารถในปัจจุบันของนักเรียน รูปแบบการเรียนรู้และทักษะที่จะสอนให้กับนักเรียน

1. การปรับแต่งพฤติกรรม (Shaping)

      การปรับแต่งพฤติกรรมเป็นเทคนิคที่ถูกนำมาใช้ เมื่อนักเรียนยังไม่มีทักษะอะไรเลย วิธีการนี้เป็นการนำข้อได้เปรียบที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองที่เด็กมีอยู่แล้ว และให้แรงเสริมต่อการตอบสนองเหล่านั้น ซึ่งในขั้นต่อมาจะให้การเสริมแรงเฉพาะการตอบสนองที่ใกล้เคียงกับการตอบสนองที่พึงประสงค์เท่านั้น ตัวอย่าง กรณีการปรับแต่งพฤติกรรมการเลียนแบบคำของน้องอีฟ ในครั้งแรกครูหรือผู้ฝึกให้การเสริมแรงเมื่อน้องอีฟเลียนแบบการเคลื่อนไหวปากของครู (กำลังอ้าปาก หดริมฝีปากเพื่อเป่าลม เป็นต้น) เมื่อน้องอีฟสามารถเลียนแบบการเคลื่อนไหวปากได้แล้ว น้องอีฟจะได้รับการเสริมแรง เมื่อน้องอีฟเปล่งเสียงอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเหมือนกับเสียงที่ครูเปล่งออกมาหรือไม่ หลังจากนั้นครูผู้ฝึกให้นักเรียนเปล่งเสียงที่ใกล้เคียงกับคำที่เป็นต้นแบบทีละน้อย ๆ จากตัวอย่างข้างต้นได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานการใช้วิธีการปรับแต่งพฤติกรรมและการเสริมแรง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ สิ่งที่ควรทราบคือ การใช้เทคนิคการปรับแต่งพฤติกรรมต้องการความอดทนเป็นอย่างมาก บางครั้งต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย

2. การกระตุ้นเตือน (Prompting)

      เด็กบางคนต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เพื่อแสดงความสามารถในทักษะหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การกระตุ้นเตือนเป็นเทคนิคการสอนที่ช่วยให้เด็กสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง คุณครูสามารถให้การกระตุ้นเตือนพร้อม ๆ กับการสอน (เช่น แสดงตัวอย่างการตอบสนองที่ถูกต้อง) หรือในระหว่างที่เด็กกำลังตอบสนอง เพื่อช่วยลดความผิดพลาด หรือภายหลังจากเด็กแสดงการตอบสนองที่ผิด เพื่อแสดงให้เขาเห็นคำตอบที่ครูต้องการ หนึ่งในความเสี่ยงของการใช้การกระตุ้นเตือน คือเด็กอาจพึ่งพาหรือรอคอยการกระตุ้นเตือนเพื่อแสดงการตอบสนองที่ถูกต้อง คุณครูสามารถส่งเสริมการตอบสนองด้วยตนเอง โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า การลดการกระตุ้นเตือน (Prompt Fading) ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป 
      การกระตุ้นเตือนมีด้วยกัน 5 ระดับ คือ การกระตุ้นเตือนทางกาย (Physical) การกระตุ้นเตือนด้วยวาจา (Verbal) การกระตุ้นเตือนด้วยท่าทางและการชี้นำโดยใช้ตำแหน่ง (Gestural and Position Cues) การกระตุ้นเตือนด้วยการแสดงตัวอย่าง (Modeling)
      1) การกระตุ้นเตือนทางกาย (Physical) คือ การกระตุ้นเตือนทางกายให้เด็กตอบสนองได้อย่าง
ถูกต้อง ระดับของการกระตุ้นเตือนทางกายมีความแตกต่างกัน โดยเริ่มจากการจับมือเด็กทำกิจกรรม (HandOver-Hand) จนถึงการสัมผัสเพียงแผ่วเบาที่หัวไหล่ของเด็ก (Partial Prompt) เพื่อให้เด็กตอบสนอง เด็กออทิสติกหลาย ๆ คน จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเตือนทางกายอย่างมาก ตัวอย่าง คุณครูใช้การช่วยเหลือทางกายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้น้องอีฟปฏิบัติตามการสอนง่าย ๆ สองสามอย่าง ในขั้นแรกคุณครูออกคำสั่ง (เช่น “ลุกขึ้น”) แล้วหยุดดูชั่วครู่ จึงให้การช่วยเหลือทางกายอย่างเต็มรูปแบบ และให้การเสริมแรงต่อการยืนโดยไม่มีการช่วยเหลือ การกระตุ้นเตือนทางกายจะค่อย ๆ ลูกลดลงจนกระทั่งน้องอีฟสามารถลุกขึ้นยืนเองได้ เพียงจากการสังเกตเห็นการบ่งชี้ด้วยท่าทางของครู
      2) การกระตุ้นเตือนด้วยวาจา (Verbal) เป็นรูปแบบการกระตุ้นเตือนที่คุณครูให้กับเด็ก โดยการสอนด้วยคำพูดหรือเป็นคำสั่งหรือการพูดนำทาง เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ถูกต้อง ตัวอย่าง คุณครูสอนน้องเจให้เรียกชื่อสิ่งของชิ้นใหม่โดยการถือสิ่งของนั้นพร้อมกับยกให้น้องเจดู และพูดว่า “ถ้วย! นี่อะไร” แล้วค่อย ๆ ลดการกระตุ้นเตือนลง ทั้งนี้ให้เหลือเฉพาะคำถาม “นี่อะไร” นอกจากนี้ครูอาจใช้การกระตุ้นเตือนด้วยวาจา เพื่อสอนน้องเจให้รู้จักการผลัดเปลี่ยน (Take Turn) เช่น การเล่นเกมโยนลูกเต๋า ภายหลังจากที่น้องเจโยนลูกเต๋าเสร็จแล้ว คุณครูจะหยุดชั่วครู่ แล้วพูดว่า “ถึงคราวครูเล่นบ้าง” ในลักษณะเป็นการกระตุ้นเตือนน้องเจ ให้ส่งลูกเต๋าให้ และเช่นกันการกระตุ้นเตือนด้วยวาจาจะค่อย ๆ ถูกลดลง

      3) การกระตุ้นเตือนโดยการชี้นำด้วยท่าทางและการจัดวางตำแหน่ง (Gestural and Position Cues ) คือ การแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การชี้นิ้ว การจ้องมองไปที่ หรือสัมผัส เพื่อชี้ให้เห็นถึงการตอบสนองที่ถูกต้อง (ในขณะที่ครูกำลังออกคำสั่งว่า “ชี้วงกลม” ครูอาจชี้ไปที่วงกลมพร้อม ๆ กันกับออกคำสั่ง) สำหรับการบ่งชี้โดยตำแหน่งจะเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสอนหรือคำสั่งของครู เมื่อใช้การบ่งชี้โดยตำแหน่ง คุณครูควรจัดวางสิ่งของชิ้นที่เราต้องการให้เด็กเลือกหรือตอบสนองที่ถูกต้องในตำแหน่งที่เด็กสามารถหยิบได้ง่าย (เช่น เมื่อบอกให้นักเรียนชี้ไปยังวัตถุสีแดง ให้วางวัตถุสีแดงให้ใกล้ตัวเด็กมากกว่าวัตถุสีอื่น ๆ)
      4) การกระตุ้นเตือนด้วยการแสดงเป็นตัวอย่าง (Modeling) คือ การแสดงการตอบสนองที่ถูกต้อง เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับเด็ก ตัวอย่าง เมื่อคุณครูสอนทักษะการทักทายที่เหมาะสม คุณครูอาจแสดงให้เด็กเห็นการยกมือไหว้และกล่าวสวัสดี แต่สิ่งที่คุณครูควรคำนึงถึง คือ การแสดงตัวอย่างจะได้ผลก็ต่อเมื่อเด็กมีความสามารถในการเลียนแบบแล้วเท่านั้น

3. การลดการกระตุ้นเตือน (Prompt Fading)

      ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของการกระตุ้นเตือนว่า เด็กอาจกลายเป็นผู้ที่คอยพึ่งพาการกระตุ้นเตือน เพื่อแสดงการตอบสนองที่ถูกต้อง ดังนั้น ควรใช้การกระตุ้นเตือนในช่วงแรกของการเรียนรู้แล้วค่อย ๆ ลดการกระตุ้นเตือนลงทีละน้อย ๆ เมื่อเห็นว่านักเรียนแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า วิธีการลดการกระตุ้นเตือนมีด้วยกัน 4 วิธี คือ การกระตุ้นเตือนที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้น ๆ (Graduated Guidance) การกระตุ้นเตือนจากมากไปน้อย (Most-to-Least Prompting) การกระตุ้นเตือนจากน้อยไปมาก (Least-to-Most Prompting) และใช้การยืดเวลาการกระตุ้นเตือน (Time Delay)

4. วิธีการสอนแบบ “Discrete-Trial Methods”

      “Discrete-Trial Methods” เป็นวิธีการสอนที่สัมพันธ์กับการสอนแบบควบคุม (Direct Teaching) นอกจากนี้ยังมีความสำคัญสำหรับการสอนแบบใช้กิจกรรม (Activities-Based Instruction) และการสอนแบบใช้โอกาสที่เกิดขึ้น (Incidental Teaching) การสอนแบบ “Discrete-Trial Methods” ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1) การนำเสนอของครู (The trainer’s presentation) 2) การตอบสนองของนักเรียน (The child’s response) 3) ผลจากการตอบสนอง (The consequences) 4) การหยุดช่วงสั้น ๆ ในระหว่างผลที่ตามมา และการสอนที่จะสอนต่อไป (Between-Trials Interval)
      1) การสอนของครู (Instructions)
      นักเรียนจะปฏิบัติตามสิ่งที่คุณครูสอน เมื่อนักเรียนให้ความสนใจในการสอน นักเรียนได้ยินการสอน และนักเรียนมีความสามารถทำในสิ่งที่ครูสั่ง ดังนั้นสิ่งที่ทำให้นักเรียนปฏิบัติตามการสอนของครูได้มากขึ้น คือ ก่อนการสอนครูควรได้รับความสนใจจากนักเรียน (เรียกชื่อนักเรียน สบตากับนักเรียน สัมผัสที่ตัวนักเรียน) การสอน/คำสั่งควรชัดเจน สั้นกะทัดรัด ตรงประเด็น และให้คำสั่งเพียงครั้งเดียว ถ้าคำสั่งประกอบด้วยคำหลาย ๆ คำ นักเรียนอาจไม่สนใจคำที่สำคัญ ดังตัวอย่างการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม “น้องอีฟช่วยหยุดวิ่งไปมาได้แล้ว และมานั่งที่นี่ แม่จะได้ช่วยใส่รองเท้าให้” ในทางกลับกัน การใช้คำพูดที่ดีกว่าควรเป็น “น้องอีฟนั่งลง” เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้การตอบสนองการสอนเป็นครั้งแรก การสอนในแต่ละครั้งให้ใช้คำที่เหมือนกันทุกครั้ง มิฉะนั้นแล้วคำพูดหรือคำที่ใช้ในการสอนที่แตกต่างกัน อาจส่งผลให้นักเรียนรับรู้การสอนที่ผิดไป 
ภายหลังจากที่นักเรียนเริ่มแสดงความเข้าใจการสอนแล้ว คุณครูอาจใช้คำพูดที่หลากหลายมากขึ้น แต่ต้องเป็นไปอย่าง เป็นระบบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้
      2) การตอบสนองของนักเรียน (Child’s Response)
      แนวทางที่นักเรียนแสดงการตอบสนองการสอนของคุณครูมีด้วยกัน 3 ทาง คือ ทำได้ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ไม่ตอบสนองเลย โดยทั่วไปแล้ว เราควรให้เวลานักเรียนได้แสดงการตอบสนองด้วยตนเองประมาณ 3-5 วินาที ถ้านักเรียนเริ่มแสดงการตอบสนองอย่างผิด ๆ หรือเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือต่อสู้ (พยายามลุกหนีออกจากที่นั่ง) ครูควรรีบตอบสนองหรือแสดงให้เห็นถึงผลจากการกระทำของนักเรียนโดยทันที
      3) ผลจากการตอบสนอง (Consequences)
      การตอบสนองของผู้ใหญ่ (Adult’s response) มีความหลากหลายโดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองจากนักเรียน ถ้านักเรียนตอบสนองอย่างถูกต้อง ควรให้แรงเสริมกับการตอบสนองที่ถูกต้องอย่างทันทีด้วยการชมเชยอย่างกระตือรือร้นพร้อมด้วยกับตัวเสริมแรงอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับนักเรียน (อาหาร การกอด การจั๊กจี้ หรือการหยอกล้อ) ถ้านักเรียนตอบสนองไม่ถูกต้อง หรือไม่แสดงการตอบสนองเลย ควรให้การกระตุ้นเตือนหรือการชี้นำที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่าง ใช้คำพูดโต้ตอบว่า “ไม่ หรือ ผิด” หรือทวนการสอนอีกครั้งพร้อม ๆ กับใช้การชี้นำทางกายให้นักเรียนตอบสนอง วิธีนี้เรียกว่า “Correction Trial” การชี้นำทางกายอาจเป็นการสัมผัสบนแขนหรือมือ หรือที่เรียกว่า การช่วยเหลือ “Hand Over Hand” จุดสำคัญที่สุด คือ วิธีการอะไรก็ตามที่คุณครูเลือกมาใช้ควรเป็นวิธีที่ได้ผลตั้งแต่ในครั้งแรก สิ่งที่ควรเข้าใจ การทวนคำสั่ง หรือการให้การกระตุ้นเตือนซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง อาจเป็นการสอน ให้นักเรียนเข้าใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องตอบสนองตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณครูสอน หรือบอก การกระตุ้นเตือนทางกายช่วยให้นักเรียนรู้ความหมายของคำที่คุณครูพูดหรือสิ่งที่สอนออกไป ถ้านักเรียนเข้าใจ แต่เลือกไม่ตอบสนอง การใช้การกระตุ้นเตือนทางกายสอนให้นักเรียนเข้าใจถึงสิ่งที่ครูคาดหวังเพื่อให้เขาปฏิบัติตาม เมื่อนักเรียนแสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังขอให้เขาทำ ควรเก็บการเสริมแรงไว้ให้เฉพาะการตอบสนองที่ถูกต้องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการร้องขอของเราในครั้งแรกเท่านั้น
      4) การหยุดในช่วงระหว่างของการสอน (Between-Trials Interval)
      ช่วงระหว่างของการสอน หมายถึง ช่วงเวลาระหว่างการตอบสนองของครู หรือผลจากการตอบสนอง (การให้แรงเสริม หรือการแก้ไขการตอบสนองที่ผิด) และการสอนหรือคำสั่งที่จะใช้ในครั้งต่อไป ประกอบด้วย การหยุดเป็นช่วง ๆ ประมาณ 3-5 วินาที ระหว่างการตอบสนองของครูและการสอนหรือคำสั่งต่อไป สิ่งนี้ช่วยบ่งบอกให้นักเรียนรู้ว่าการสอนหรือคำสั่งหนึ่งได้สิ้นสุดลงแล้ว และครูกำลังจะสอนหรือออกคำสั่งใหม่ต่อไป การเริ่มต้นการสอนหรือการร้องขอใหม่ ควรใช้ด้วยคำพูดที่ชัดเจน กะทัดรัด และพร้อมกับได้รับความสนใจจากนักเรียน ในช่วงเวลาระหว่างการสอน ควรให้คำชมเชยนักเรียนที่สามารถนั่งประจำที่อย่างเหมาะสมและให้เขาได้กิน หรือเล่นกับตัวเสริมแรงที่เขาได้รับก่อนหน้านั้นสักครู่หนึ่ง และในเวลาเดียวกันนั้น ให้บันทึกการตอบสนองของนักเรียน การสอน หรือคำสั่งครั้งล่าสุดลงในแบบบันทึกข้อมูล และจัดเตรียมการสอนและอุปกรณ์การสอนที่ จำเป็นสำหรับการสอนในช่วงต่อไป

การดำรงทักษะที่เกิดขึ้นให้ยั่งยืน

      เมื่อถึงจุดนี้ หลาย ๆ ครั้งได้มีการกล่าวว่า นักเรียนควรได้รับการเสริมแรงทุกครั้งที่เขาแสดงทักษะที่พึง ประสงค์เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ทักษะการดำรงทักษะนั้นให้คงอยู่ และสามารถถ่ายโยงทักษะนั้นไปใช้ในสถานการณ์ สภาพแวดล้อม หรือกับบุคคลอื่น ๆ กระทำได้โดยการค่อย ๆ ลดความถี่และเปลี่ยนชนิดของการเสริมแรง เช่น ให้ตัวเสริมแรงเมื่อนักเรียนตอบสนองอย่างถูกต้องหรือเหมาะสม (ทุก ๆ การเลียนแบบถูกต้องในครั้งที่สาม) และโดยการเปลี่ยนตัวเสริมแรงให้เป็นตัวเสริมแรงที่เป็นธรรมชาติ (ใช้การชมเชยแทนของกิน) ภายหลังจากการลดตัวเสริมแรงลง และนักเรียนได้แสดงให้เห็นถึงการถ่ายโยงทักษะ (การนำทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานที่หรือเวลาอื่นอย่างเหมาะสม) ก็ต้องมีการดำเนินการตรวจสอบ (Post Check) หรือเรียกว่า ระยะการดำรงรักษาทักษะที่เรียนรู้ไว้ (Maintenance Phase) ในระยะนี้ความถี่ของการสอน/หรือคำสั่งที่ใช้ในการฝึกถูกลดลง ปกติการประเมินกระทำกันทุกสัปดาห์ตลอดช่วง 3-6 สัปดาห์ ถ้าข้อมูลที่บันทึกชี้ให้เห็นว่า นักเรียนไม่สามารถดำรงทักษะที่ตนได้เรียนรู้ไว้ได้ ก็ให้ทบทวนการสอนในขั้นสุดท้ายของการฝึก และเงื่อนไขของการถ่ายโยงการเรียนรู้ แต่ถ้าข้อมูลชี้ให้เห็นว่านักเรียนยังคงดำรงรักษาทักษะไว้ได้อย่างน้อย 3 สัปดาห์ เราสามารถพิจารณาได้ว่านักเรียนมีความสามารถในทักษะนั้นแล้ว แต่อย่างไรก็ตามโปรแกรมต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป และควรกระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ทักษะที่เรียนรู้ในโอกาสที่เหมาะสม

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

      การวัดและประเมินผลการเรียนของนักเรียนออทิสติกที่เรียนร่วมในห้องเรียนปกติ ดารณี อุทัยรัตนกิจ กล่าวว่า “กระบวนการประเมินผลการเรียนของนักเรียนออทิสติกควรใช้กระบวนการเดียวกันกับที่ใช้สำหรับนักเรียนปกติ นั่นคือ ใช้วิธีการประเมินผลอย่างหลากหลายและเหมาะสมกับระดับพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน เพื่อที่อาจารย์จะได้หาแนวทางซ่อมเสริมจุดด้อย ส่งเสริมจุดเด่นให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มความสามารถ สำหรับนักเรียนที่เรียนในห้องการศึกษาพิเศษ นักเรียนจะได้รับการประเมินตามแผนการศึกษารายบุคคลหรือตามเนื้อหาที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ นักเรียนทุกคนจะได้รับการประเมินด้วยแบบทดสอบที่ใช้ประเมินเด็กปกติ แต่ปรับวิธีการทดสอบให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน เพื่อศึกษาพัฒนาการของเด็กออทิสติก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเพื่อนระดับชั้นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่สำคัญในการพิจารณาส่งนักเรียนเข้าเรียนรวมกับเด็กปกติต่อไป”
      นอกจากนี้ การประเมินผลความก้าวหน้าทางด้านพฤติกรรม เป็นการประเมินผลเพื่อการแก้ไขและพัฒนาอาจารย์ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมนักเรียนอย่างใกล้ชิดและแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหานั้นทันที โดยใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก ถ้านักเรียนออทิสติกยังคงมีปัญหาพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จิตแพทย์ นักจิตวิทยา อาจารย์โครงการศึกษาพิเศษ และอาจารย์ประจำชั้น ร่วมมือวางแผนและดำเนินการปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจนสามารถแก้ไขปัญหาพฤติกรรมนั้นได้ หรือทำให้พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลดน้อยลง การประเมินใน “Apply Behavior Analysis (ABA)” เน้นการประเมินระดับความสามารถของนักเรียนโดยตรง การประเมินโดยตรงมีความสำคัญ เพราะว่าเป็นโอกาสให้ผู้ฝึกได้กำหนดความก้าวหน้าของเด็ก (เป้าหมาย) และเป็นแนวทางกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม รวมทั้งเป็นการตัดสินใจในด้านการแพทย์ที่ต้องทำ ควบคู่กันไป ในทางตรงข้ามถ้าผู้ฝึกและผู้ปกครองไม่มีการบันทึกข้อมูลก็อาจส่งผลให้การจัดทำแผนการ
ศึกษา และการให้ความช่วยเหลือไม่ได้ผล หรืออาจต้องหยุดโปรแกรมก่อนเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญ คือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการศึกษาหรือโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นช่วยพัฒนาให้เด็กได้มีทักษะตามที่กำหนดไว้ในแผนหรือในโปรแกรม หรืออาจเป็นการขโมยเวลาอันมีค่าของนักเรียนไป ถ้าความก้าวหน้าของนักเรียนในรายงานไม่ได้เกิดขึ้นจริง